ประวัติโคลงสี่สุภาพ

posted on 14 Jun 2014 16:24 by sirimajan

                                                                           

        โคลงสี่สุภาพ เป็นโคลงชนิดหนึ่งที่กวีนิยมแต่งมากที่สุด ด้วยเสน่ห์ของการบังคับวรรณยุกต์เอกโท อันเป็นมรดกของภาษาไทยที่ลงตัวที่สุด คำว่า สุภาพ หรือ เสาวภาพ หมายถึงคำที่มิได้มีรูปวรรณยุกต์

        โคลงสี่สุภาพ ปรากฏในวรรณกรรมไทย ตั้งแต่สมัยต้นอยุธยา ปรากฏในมหาชาติคำหลวงเป็นเรื่องแรก และมีวรรณกรรมที่แต่งด้วยโคลงสี่สุภาพ 3 เรื่อง ได้แก่ โคลงนิราศหริภุญชัย โคลงมังทราตีเชียงใหม่
และลิลิตพระลอ

        สมัยอยุธยาตอนกลาง วรรณกรรมที่ใช้โคลงสี่สุภาพ ได้แก่
โคลงเรื่องพาลีสอนน้อง โคลงทศรถสอนพระราม และโคลงราชสวัสดิ์
พระราชนิพนธ์สมเด็จพระนายรายณ์มหาราช โคลงเฉลิมพระเกียรติ

พระนารายณ์มหาราช โคลงนิราศนครสวรรค์ กาพย์ห่อโคลงและ
โคลงอักษรสามของพระศรีมโหสถ

         สมัยอยุธยาตอนปลาย ได้แก่ โคลงนิราศพระบาท โคลงนิราศเจ้าฟ้าอภัย และกาพย์ห่อโคลงพระราชนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร

         สมัยธนบุรี ได้แก่ โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี และลิลิตเพชรมงกุฎ

         สมัยรัตนโกสินทร์ วรรณกรรมที่ใช้โคลงสี่สุภาพที่เด่น ๆ ได้แก่
ลิลิตะเลงพ่าย โคลงนิราศนรินทร์ โคลงนิราศสุพรรณ โคลงโลกนิติ
สามกรุง

        โคลงสี่สุภาพเป็นคำประพันธ์ที่กวีชอบแต่งและผ่านการพัฒนามายาวนานจนมีฉันทลักษณ์ที่ลงตัวและเป็นแบบฉบับดังที่ยึดถือกันในปัจจุบัน            

 

 


 
 

edit @ 14 Jun 2014 19:18:57 by sirimajan

edit @ 14 Jun 2014 19:21:46 by sirimajan

                                                      

     จากพระราชาธิบายของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
สันนิษฐานว่าชาวไทยล้านนาเป็นผู้ประดิษฐ์โคลงขึ้น และชาวไทยทางใต้คือชาวกรุงศรีอยุธยารับไปดัดแปลงจนพิสดารขึ้น

    โคลงของชาวล้านนานั้นเรียก “ครรโลง” “คะโลง” หรือ “กะโลง”   มีสามประเภทคือ
1) ครรโลงสี่ห้อง
2) ครรโลงสามห้อง และ
3) ครรโลงสองห้อง
กับทั้งยังมีกลวิธีแต่งที่ปลีกย่อยมากมาย เช่น โคลงบทหนึ่งว่า “กรนารายณ์ หมายกงรถ
บทสังขยาสราสังวาล...”  หลักฐานที่แสดงว่าชาวล้านนาสนใจและนิยมแต่งโคลงมาแต่โบราณแล้วคือ จินดามณี ซึ่งกล่าวถึงโคลงลาวประเภทต่าง ๆ อันได้แก่
1) พระยาลืมงายโคลงลาว
2) อินทร์เกี้ยวกลอนโคลงลาว
3) พวนสามชั้นโคลงลาว
4) ไหมยุ่งพันน้ำโคลงลาว และ
5) อินทร์หลงห้องโคลงลาว 
     คำว่า “ลาว” ข้างต้น หมายถึง ชาวล้านนา ชาวอยุธยาแต่ก่อนเรียกรวมทั้งชาวล้านนาและชาวล้านช้างว่า ลาว วรรณคดีของชาวไทยฝ่ายใต้เรื่องแรกที่ปรากฏโคลงคือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ อันแต่งด้วยโคลงห้าและร่ายดั้นสลับกัน กับทั้งยังเป็นวรรณคดีเรื่องเดียวที่ปรากฏโคลงห้าอีกด้วย ต่อมาปรากฏเป็นรูปโคลงสี่ดั้นใน ลิลิตยวนพ่าย โคลงสุภาพ (โคลงสอง โคลงสาม และโคลงสี่) ในลิลิตพระลอ ส่วนโคลงสองดั้นและโคลงสามดั้นเกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นี้เอง อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางวรรณกรรมอาจกล่าวได้ว่ากวีนิยมแต่งโคลงดั้นมาก่อนโคลงสุภาพ  1947 

 

การจำแนกโคลง
โคลงในวรรณกรรมไทย แบ่งได้ดังนี้ คือ

  1. โคลงสอง
    1. โคลงสองสุภาพ
    2. โคลงสองดั้น
  2. โคลงสาม
    1. โคลงสามสุภาพ
    2. โคลงสามดั้น
  3. โคลงสี่
    1. โคลงสี่สุภาพ
    2. โคลงสี่ดั้น
  4. โคลงห้า


หมายเหตุ:- โคลงห้านั้น พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนชีวะ)   สิทธา พินิจภูวดล 
และประทีป วาทิกทินกร จัดให้เป็นโคลงโบราณ แต่กำชัย ทองหล่อ  จัดให้เป็นโคลงสุภาพ
ขณะที่ สุภาพร มากแจ้ง แยกออกมาต่างหาก ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะมีวรรณกรรมเรื่องเดียว
ที่แต่งด้วยโคลงห้า ในยุคยังไม่สามารถแยกโคลงดั้นและโคลงสุภาพอย่างชัดเจน

(แหล่งข้อมูล  http://th.wikipedia.org/ )

ภาษามีความงามได้เพราะ           
      
๑)   การสรรคำ หรือเลือกคำ 
     
๒)   การเรียบเรียงคำ          
     
๓)   การใช้โวหารภาพพจน์  
 
  ๒)   การเรียบเรียงคำ   
 

1.   เรียงข้อความที่บรรจุสาระสำคัญไว้ข้างท้ายสุด 
     เช่น  -  ถึงแม้งานนี้จะยาก แต่เขาก็พยายามทำจนสำเร็จ
            -  ถ้าเธอยอม  ฉันก็จะยอมอย่างไม่มีปัญหา

2. เรียงคำ วลี หรือประโยคที่มีความสำคัญเท่า ๆ กัน 
     เคียงกันไป
เช่น 

          -   รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และ
เพื่อประชาชนคือรัฐบาลที่คนไทยปรารถนา
 
            -   การงานของเราทุกอย่างนั้นมุ่งตรงไปที่  ความดี 
ความงาม  และความจริงเสมอ
 

3. เรียงประโยคให้เนื้อเข้มข้นขึ้นไปตามลำดับ ดุจขึ้นบันไดจนถึงขั้นสุดท้าย
ซึ่งสำคัญที่สุด
เช่น
 
       -  ข้าพเจ้าเกิดมาแล้ว  ข้าพเจ้ายังมีลมหายใจอยู่
และข้าพเจ้าจะต่อสู้ต่อไป
 
       -  สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น  สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ
สิบมือคลำไม่เท่าชำนาญ
 

4.  เรียงประโยคให้มีเนื้อหาเข้มข้นขึ้นไปตามลำดับแต่คลายความเข้มข้นลงในช่วงหรือประโยคสุดท้ายอย่างฉับพลัน 
       เช่น ผู้ก่อการร้ายจับตัวประกัน 3,000 คน ตัวประกันร้องขอชีวิต รัฐบาลเจรจาต่อรอง ผู้ก่อการร้ายยังคงเรียกร้องเครื่องบินยานพาหนะ รัฐบาลตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ในที่สุดผู้ก่อการร้ายปล่อยตัวประกันอย่างปลอดภัย 

 5.  เรียงถ้อยคำให้เป็นประโยคคำถามเชิงวาทศิลป์
      (ไม่ต้องการคำตอบ แต่ต้องการให้ยอมรับความจริง)

เช่น   ใครบ้างที่ไม่อยากเป็นไทย  ใครบ้างที่อยากเป็นทาส

 
 edit @ 24 May 2014 15:28:58 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 15:31:42 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 17:22:49 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 17:25:19 by sirimajan

  

ภาษามีความงามได้เพราะ           
      
๑)   การสรรคำ หรือเลือกคำ 
     
๒)   การเรียบเรียงคำ          
     
๓)   การใช้โวหารภาพพจน์  

 ๑)   การสรรคำ หรือการเลือกคำ     

      ๑. คำประสม ที่สะท้อนจินตนาการของผู้คิดคำ คำประสมประเภทนี้ให้ภาพได้ชัดเจน   
เช่น น้ำตก มีดพับ สมเสร็จ หงอนไก่
 

      ๒. คำสมาส