รสวรรณคดี-อินเดีย

posted on 15 Jun 2008 21:59 by sirimajan

รสวรรณคดี       

     รส  ในความหมายทางการประพันธ์  หมายถึง  อารมณ์สัมผัส  รับรู้ด้วยใจ
เช่น  รสเสียง  รสถ้อยคำ  สัมผัสคำ  รสวรรณคดีบาลีสันสกฤต  แบ่งได้ 9  รส  ดังนี้

     1.  ศฤงคารส  คือ  รสแห่งความรัก
     2.  วีรรส  คือ  รสของความกล้าหาญ
     3.  กรุณารส  คือ  รสของความเมตตาสงสาร
     4.  หัสสรส  คือ  รสของความขบขัน
     5.  อัพภูตรส  คือ  รสของความประหลาดใจ  ตื่นเต้น
     6.  ภยานกรส  คือ  รสของความกลัว
     7.  รุทธรส  คือ  รสของความโกรธ
     8.  พีภัจฉรส  คือ  รสของความเกลียดชัง  ลังเล  รังเกียจ
     9.  ศานตรส  คือ  รสของความสงบ  เยือกเย็น



ทบทวน-ชวนทำ

     อ่านบทประพันธ์ต่อไปนี้  แล้วตอบคำถามว่าตรงกับรสใด
 
     
ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง                 แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง                   จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง
.......................................................................................
     
     รีบขุดหลุมฝังรักตักดินกลบ             ปลดธงรักปักธงรบไม่หลบหาย
ประกาศว่าเป็นวันอันตราย                   ใครจะตายใครจะอยู่...ได้รู้กัน
.......................................................................................

     ตกตะลึงพรึงเพริดเกิด  "ดาวหาง"  เหมือนเป็นลางบอกเหตุอาเพศใหญ่
ทุกครั้งเห็นเป็นจริง...เพราะสิ่งใด        เชื่อได้หรือไม่ได้...คิดใคร่ครวญ
.......................................................................................

     รูของเธอมีไว้ให้ชายหลง               รูของเธอมั่นคงทรงศักดิ์หรู
รูของเธอโดดเด่นเห็นดำรู                  รูของเธอห้อยต่างหูดูสวยดี
.......................................................................................

 บ้านหลังเก่าเริ่มต้นรับคนเก่า             คืนสู่เหย้าเฝ้าถิ่นอย่างสิ้นหวัง
คงอดีตเล่าให้คนใหม่ฟัง                     ถึงความเอ๋ย  ความหลังอันวังเวง
.......................................................................................
    
     ปณิธานศรัทธาเขากล้าแกร่ง          ด้วยเลือดแห่งคนรักในศักดิ์ศรี
ชีวิตทั้งชีวิตอุทิศพลี                            เพื่อเสรี  "ประชาธิปไตย"
.......................................................................................
    
     ไฟนั้นร้อนเท่าใดใครก็รู้                เมื่อสุมอยู่กลางกมลฤาทนได้
ฉันพร้อมแล้ว...สำหรับจะดับไฟ          เพื่ออิ่มกระไอ  ความรักของนักบุญ
.......................................................................................
    
    เพียงอยากบอกถึงหัวใจใครคนหนึ่ง
ว่ารู้ซึ่งคุณค่าภาษาศิลป์
อันผลงานฝากไว้ในแผ่นดิน
มอบทั้งสิ้นเพื่อบูชาภาษาไทย
.......................................................................................

    คนบ้าผมกระเซิงเหมือนเพิงรก     เนื้อตัวแสนสกปรกเป็นโรคหนอง
หน้าฝีดาษาล้วนรอยปรุแผลพุพอง      มาขอของปากมีแต่ขี้ฟัน

.......................................................................................

แหล่งข้อมูล
วาสนา  บุญสม.  กลอนสัมผัสใจได้อย่างไร. พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์   
      ประกายแสง,  2540.
      

 

edit @ 25 Jul 2008 11:48:20 by sirimajan

edit @ 3 Aug 2008 20:46:09 by sirimajan

edit @ 3 Aug 2008 20:57:42 by sirimajan

รสวรรณคดี-ไทย

posted on 14 Jun 2008 15:04 by sirimajan

รสวรรณคดี
 
            รสวรรณคดีของไทย  เป็นลีลาของบทประพันธ์อย่างหนึ่ง  คือ 

การใช้ภาษาให้เหมาะสมแก่เนื้อความของเรื่อง 

กล่าวคือ  แต่งบทประพันธ์ตามรสบทประพันธ์ไทย  หรือรสวรรณคดีไทย 

ซึ่งมี  4  รส  คือ

1.  เสาวรจนี  ได้แก่  บทพรรณนาความงามของสถานที่  ธรรมชาติ  ชมนาง

2.  นารีปราโมทย์  ได้แก่  บทเกี้ยวพาราสี  แสดงความรัก

3.  พิโรธวาทัง  ได้แก่  บทโกรธ  บทตัดพ้อต่อว่า

4.  สัลปังคพิสัย ได้แก่  บทแสดงความโศกเศร้า  คร่ำครวญ  อาลัยอาวรณ์
 
                     

                       ทบทวน - ชวนทำ

อ่านบทประพันธ์ต่อไปนี้  แล้วตอบว่าตรงกับรสวรรณคดีไทยชนิดใด         

     อยากลบรอยเท้าเปื้อนพื้นเรือนหอ        ลบภาพคู่เคลียคลอกันต่อหน้า

ยิ่งอยากลบยิ่งกระจ่างไม่ร้างรา                เห็นตำตาจึงจำไว้ตำใจ
.......................................................................................

     ชีวิตจริงชีวิตปลอมย่อมไม่แปลก    มันจะแปลกตรงไหนเล่าเจ้าข้าเอ๋ย

ชายหรือหญิงยิ่งอ้ายกร๊วกพวกกะเทย   ลองชมเชยแล้วก็เฟือนเหมือนเหมือนกัน
..................................................................

ฝากสายฝันสายใจสายลมหนาว         ไปบอกข่าวความรักจักมาสู่

พร้อมกุหลาบดอกนี้สีชมพู                    ให้รับรู้ว่าเรา  รัก เจ้าแล้ว
.........................................................................................
    
นิ้วเรียวยาวขาวนวลชวนจุมพิต          มิเพี้ยนผิดเนียนขี้ผึ้งกลึงกลมสวย
 

แลริกริกพลิกเพลินเชิญงงงวย          เจียนใจป่วยไหวหวามตามตามกัน
.........................................................................................   

edit @ 25 Jul 2008 12:11:06 by sirimajan

edit @ 3 Aug 2008 20:46:28 by sirimajan

edit @ 3 Aug 2008 20:58:09 by sirimajan

การใช้ภาพพจน์

posted on 10 Jun 2008 20:56 by sirimajan

    


         การใช้โวหาร
         ภาพพจน์
 

            
                 
การใช้โวหารภาพพจน์

            การใช้โวหารภาพพจน์  คือ  การใช้คำให้เกิดภาพโดยวิธีการ
เปรียบเทียบอย่างมีศิลปะ  ภาพพจน์มีดังต่อไปนี้
           
3.1   อุปมาอุปไมย  คือ  การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่ง
           
3.2  
อุปลักษณ์ / นามนัย
           
3.3  
อธิพจน์ / อติพจน์
           
3.4  
บุคลาธิษฐาน
           
3.5  
สัญลักษณ์
            3.6   อธินามนัย / ตุลยคีตา
            3.7   อนุนามนัย
            3.8   วิภาษ / วิโรจน์
            3.9   อรรถวิภาษ
            3.10  สัทพจน์
            3.11  อุปมานิทัศน
   
  
                        
             ทบทวน-ชวนทำ
 
อ่านคำประพันธ์ต่อไปนี้  แล้วตอบว่าเป็นภาพพจน์ชนิดใด

      1. พระคุณครูดั่งดั่งแผ่นฟ้ามหาสมุทร     
 ท่านสร้างสรรค์ปัญญาวุธพิสุทธิ์ศรี
 ครูเสมือนแสงทองส่องธาตรี
 ศิษย์จึงมีทางสายยาวได้ก้าวเดิน

       2. ตาเธอคือดวงดาว    ระยับพราวบนฟากฟ้า
 ยามสิ้นแสงจันทรา             ดาวดวงน้อยคอยส่องทาง

       3. ตราบขุนคิริข้น         ขาดสลาย  ลงแม่
 รักบ่หายตราบหาย              หกฟ้า
 สุริยจันทรขจาย                 จากโลก  ไปฤา
 ไฟแล่นล้างสี่หล้า               ห่อนล้างอาลัย

       4. เสียงสะอื้นจากผืนดินเหมือนสิ้นหวัง
 แว่วน้ำหลั่งสู่โลกราวโศกเศร้า
 อากาศธาตุแปรปรวนชวนซบเซา
 ภาพไฟเผาป่าราบตราบปัจจุบัน

        5. ดอกไม้  หมายถึง  ผู้หญิง
 แมลง    หมายถึง  ผู้ชาย
 สีดำ     หมายถึง  ความตาย  ความโศกเศร้า  ความชั่วร้าย
 สีขาว    หมายถึง  ความบริสุทธิ์

        6. มีสุมทุมพุ่มไม้มีสายฝน
 อำนวยผลแก่แผ่นดินถิ่นอาศัย
 รื่นอารมณ์ร่มเย็นเป็นสุขใจ
 ทั้งมนุษย์สัตว์เล็กใหญ่ซึ้ง "ใบบุญ"   

        7. พระคุณแม่เลิศฟ้ามหาสมุทร
 พระคุณแม่สูงสุดมหาศาล
 พระคุณแม่เลิศหล้าสุธาธาร
 ใครจะปานแม่นี้ไม่มีแล้ว

       8. หงส์คู่หงส์คงค่าสง่าศรี
 กาคู่กาท่าทีไม่มีเขิน
 หงส์คู่กาท่าทางที่ต่างเดิน
 คงเผชฺญปัญหาที่ท้าทาย

       9. ดาวรุ่งหรี่แสงจางหว่างใจหวั่น
 ซึ่งความฝันจะเลือนล่มกลางลมเห่
 หนาวเพลงหนาวที่กันตังยังรวนเร
 ไม่อยากเร่ไกลฝั่งอีกครั้งเลย

      10. ถั่งโจ๊ะถั่งทังถิ่ง...โจ๊ะทิงฉับ
 "ชวา"รับ...อี๊แอ่...แทรก "แขก"...ตะตุ้ง...
 ปรับเสียงเปลี่ยนเลียนล้อ...ตามต่อตุ๊ง...
 ตะเทิ่งตุง...ต่างโต้...โล้ตอบตาม


          
   


             

              

             
       
               
              


                        
  
        

 

 

 

edit @ 25 Jul 2008 12:17:27 by sirimajan

edit @ 3 Aug 2008 20:58:29 by sirimajan

ภาพพจน์

posted on 12 May 2008 20:37 by sirimajan

สวัสดีค่ะ

 

 

 

 

หลังจากอ่านความรู้เรื่องกลอนแล้ว  คราวนี้ลองมาทบทวนความรู้  ทำแบบฝึกกันนะคะ

 


แบบฝึกที่ 1

   หัดเรียบเรียงจัดลำดับความคิดเป็นอย่างแรกเลยค่ะ

1. ให้เรียงลำดับข้อความต่อไปนี้  แล้วเขียนเรียบเรียงใหม่ให้ถูกต้อง      

1)   ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อยู่ในเทือกเขาตะนาวศรี พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  ทำให้ป่าแก่งกระจานเป็นแหล่งรวมความหลากหลายของสัตว์ป่าที่สำคัญ

...............................................................................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................................................................



            แบบฝึกที่ 2

มาฝึกเรื่องสัมผัสกันนะคะ  


1.  
ให้อ่านเรื่องคำสัมผัสให้เข้าใจ  และเติมคำสัมผัสลงในช่องว่าง
    
สัมผัส  มี ๒ ลักษณะ  คือ

  
       1)  สัมผัสสระ  คือ  การจัดคำให้คล้องจองกัน  โดยใช้สระตัวเดียวกัน  หรือเสียงเดียวกัน 
สั้นยาวเท่ากัน  และถ้ามีตัวสะกดต้องอยู่ในมาตราเดียวกันด้วย  เช่น

ฉัน          สัมผัสกับ          จันทร์ - หมั่น - ปั้น - สั่น - ......... - .......... - ..........

ใส           สัมผัสกับ          ไกล - ให้ - ใหม่ - วัย    - ........ -  ......... - .........

เล่น         สัมผัสกับ          เกณฑ์ - เน้น - เส้น      - ........ - .......... - ...........

( ห้ามใช้สัมผัสกับคำที่มีไม้ไต่คู้  เพราะคนละเสียง  เช่น  เป็น  เห็น )

.........  สัมผัสกับ            .........................................................

       2)   สัมผัสพยัญชนะ  คือ การจัดคำให้คล้องจองกัน โดยใช้พยัญชนะต้นตัวเดียวกันหรือเสียงเดียวกัน  ถ้าเป็นพยัญชนะควบกล้ำต้องอยู่ในชุดเดียวกัน  ทั้งนี้ไม่คำนึงถึง  สระ  วรรณยุกต์ และตัวสะกด  เช่น

กรง         สัมผัสกับ          กราบ - กราย - เกรง - ........ - ......... - ..........

บ้าน        สัมผัสกับ         บน - ใบ้ - เบื่อ - ........ - .......... - .........

ท้อ          สัมผัสกับ         ฐาน - เฒ่า - เทอญ - ......... - .......... - .........

......       สัมผัสกับ               ........................................................

2.  โยงคำสัมผัสสระจากบทร้อยกรองต่อไปนี้ 

  • เป็นดวงดาวแตะแต้มที่แก้มฟ้า     ทอแสงจ้าชี้ทางอย่างอาจหาญ
    คือชี้ทางคนทุกข์ทรมาน              ให้ต่อต้านคนที่กดขี่คน
  • กลับจากเยือนหัวหินอย่างสิ้นรัก     จึงประจักษ์หัวหินอย่างสิ้นหวัง
    จำเกลียวคลื่นสายลมโถมประดัง   ขอสาบฝังหัวหินอย่างสิ้นใจ
  • อนุรักษ์เสือเพื่อป่าคืนมาใหม่        จงยึดไว้เมตตาธรรมคือคำสอน
    "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า"ต่างอาทร      อุทาหรณ์เห็นอยู่ทุกหมู่ชน

3.  โยงคำสัมผัสพยัญชนะจากบทร้อยกรองต่อไปนี้

  •     เป็นเณรสงฆ์หลงอามิสผิดศาสนา       เป็นราชาหลงผู้หญิงยิ่งเสียหาย
    เป็นผู้นำหลงอำนาจชาติวอดวาย             เป็นคนโง่หลงงมงายไร้ค่าคน
  •      สังคมยุคคุกใหญ่เยี่ยงไฟร้อน           จะนั่งนอนยืนเดินเมินเหตุผล
    เพียงมองหน้าฆ่าฟันกันอึงอล                ด้วยต่างคนขาดธรรมคอยบำเพ็ญ
  •      ตั้งแต่เธอทิ้งไถไปเมืองหลวง           วันคืนล่วงเลยไปใจเหน็บหนาว
    หนุ่มบ้านนอกคอกนาน้ำตาพราว             เมื่อรู้ข่าวคนรักประจักษ์ใจ

         
    ว่าเธอขายศักดิ์ศรีแห่งชีวิต               เพียงแค่คิดอยากมีชีวิตใหม่
    เดินทางไปต่างแดนไกลแสนไกล            จนป่านนี้ยังไม่คืนกลับมา

 



แบบฝึกที่ 3

ขั้นต่อไป  มาจัดคำคล้องจองกันนะคะ

    


การสัมผัสคล้องจอง  หมายถึง  กลุ่มคำตั้งแต่  2  กลุ่มขึ้นไป  มีเสียงสัมผัสกันระหว่างกลุ่ม

ลักษณะการสัมผัสคล้องจอง  มีดังนี้

  • กลุ่มคำ 2 คำ คำสุดท้ายของกลุ่มหน้า สัมผัสกับคำแรกของกลุ่มหลัง เช่น
    มะลิ ผลิบาน ต้านลม  ..........................................
  • กลุ่มคำ 3 คำ คำสุดท้ายของกลุ่มหน้า สัมผัสกับคำที่ 1 หรือคำที่ 2 ของกลุ่มหลัง เช่น
    ในวันนี้   ฉันมีสุข   ทุกข์ห่างหาย  .........................
  • กลุ่มคำ 4 คำ คำสุดท้ายของกลุ่มหน้า สัมผัสกับคำที่ 1 หรือคำที่ 2 หรือคำที่ 3 ของกลุ่มหลัง เช่น เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีวินัย หมั่นเตือนใจตน ............................................

             แบบฝึกที่ 4

คราวนี้มาดูเรื่องฉันทลักษณ์กันนะคะ

1.          เขียนแผนผังกลอนแปด  จำนวน  2  บท

.....................................................................................................................

.....................................................................................................................

.....................................................................................................................

.....................................................................................................................

2.          บอกเสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรคแต่ละวรรค

วรรคที่  1  (สดับ,  สลับ)            ..................................................................

วรรคที่  2  (รับ)                      ........................................................

วรรคที่  3  (รอง)                      ................................................................

วรรคที่  4  (ส่ง)                       .................................................................

            แบบฝึกที่ 5

คราวนี้มาทำความเข้าใจกับหลักการเขียนนะคะ


 
หลักในการเขียนบทร้อยกรอง

     1. ต้องเข้าใจรูปแบบลักษณะของบทร้อยกรองที่จะเขียนว่ามีจำนวนวรรค จำนวนคำ
ในแต่ละวรรค  การสัมผัสคล้องจองระหว่างวรรค  และเสียงของคำว่าได้กำหนดไว้อย่างไร

      2.  ต้องกำหนดเรื่องและจุดมุ่งหมายของการเขียนว่า  จะเขียนเรื่องอะไร  เริ่มต้นเรื่อง
อย่างไร  ดำเนินเรื่องต่อไปอย่างไร  และจบเรื่องอย่างไร  รวมทั้งจะต้องกำหนดจุดมุ่งหมาย
ของการเขียนว่าจะเขียนเพื่ออะไร  เช่น  เขียนเพื่อบรรยาย  เขียนเพื่อเล่าเรื่อง  หรือ
เขียนเพื่อแสดงความรู้สึก  %

 

edit @ 14 May 2008 12:14:05 by sirimajan

edit @ 19 May 2008 21:52:49 by sirimajan

edit @ 3 Aug 2008 20:50:33 by sirimajan

edit @ 3 Aug 2008 21:00:55 by sirimajan

ความรู้เรื่องกลอนแปด

posted on 20 Mar 2008 22:08 by sirimajan  in Poetry

 

 

 

สวัสดีค่ะ  ผู้อ่านที่น่ารักทุกคน

 

 

     เห็นภาพนี้แล้วอยากจะแต่งเป็นกลอนบ้างไหมเอ่ย    (กลอนบทนี้ผู้แต่งได้ดัดแปลงมา)
                                                                                                                                               
  อ่านแล้วได้อารมณ์ดีนะ  เพียงบทเดียวก็ซาบซึ้งกินใจ  กลอนเป็นคำประพันธ์ที่ได้รับความนิยมอย่าง         
แพร่หลายมากกว่าร้อยกรองแบบอื่นๆ  ทั้งนี้เพราะไม่บังคับคำเอก- คำโท   คำครุ-คำลหุ  บังคับแต่สัมผัสหรือเสียงคล้องจองกันเป็นสำคัญ  จึงทำให้จดจำได้ง่าย  สะดวกแก่การนำไปขับร้องให้เข้ากับทำนองเพลงไทย  ปรากฏว่ากลอนได้รับการนำไปใช้ในวรรณกรรมรูปแบบต่างๆ  เช่น  บทเสภา  สักวา  ดอกสร้อย  บทละคร  ฯลฯ  ประกอบกับลักษณะการใช้ถ้อยคำแบบง่ายๆ  ดำเนินความได้รวดเร็ว  ช่วยให้เข้าถึงจิตใจผู้อ่านได้เป็นอย่างดี  จึงมีผู้นำไปใช้แต่งนิทาน  เพลงยาว  นิราศ  ฯลฯ  ซึ่งต้องอาศัยการเล่าเรื่องในการดำเนินความ

       ก่อนจะมาฝึกแต่งกลอนกัน ขอเล่าเรื่องกลอนเป็นความรู้เล็กน้อยก่อนนะคะ  

1.  ประวัติความเป็นมาของกลอน

            กลอนเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยใดเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่  บ้างก็ว่ามีแต่งกันมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  บ้างก็ว่าเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าบรมโกศในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย   แต่เรารู้จักคำว่า  "กลอน"  ใช้อยู่ในโคลงและในภาษาพูดหลายแห่ง  เช่น   ในลิลิตพระลอ  มีกล่าวไว้ว่า

            " กลอนกล่าวพระลอยง                ยิ่งผู้"                            
หรือที่ว่า

            " เกลากลอนกล่าวกลกานท์          กลกล่อม  ใจนา "

และในทวาทศมาสมีว่า    " การกลอนนี้ตั้งอาทิ                    กวีหนึ่งนา"

ฉะนั้นคำว่า  "เจ้าบทเจ้ากลอน"  จึงมีความหมายกว้าง ๆ ว่า  คำร้อยกรอง  เท่านั้น

            อนึ่งมีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า  กลอนนั้นน่าจะเป็นของไทยแท้ 
โดยได้ดัดแปลงมาจากเพลงพื้นบ้านของไทย  ซึ่งนิยมเล่นเป็นกลอนสด  เช่น 
เพลงพวงมาลัย  เพลงเรือ  เพลงเกี่ยวข้าว  เพลงฉ่อย  เป็นต้น  ทั้งนี้เพราะคนไทยเรานั้น
รักคำที่คล้องจองกันมากที่สุด  ชาวไทยพื้นบ้านมีการร้องเพลงกันอยู่ทั่วไป  เพลงทุกชนิดเล่นสัมผัสได้มากเท่าใด  ยิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น  ในระยะแรกๆคงจะเล่นกันโดยไม่มีระเบียบ
แบบแผนว่าสัมผัสกันตรงไหนบ้าง  ดังจะเห็นได้จากกลอนลิเก  ซึ่งสัมผัสได้ตามใจชอบ  ไม่มีอะไรกำหนดแน่นอนลงไป  ขอให้มีสัมผัสคล้องจองกันเท่านั้น  บางคนอ่านหนังสือไม่ออก  เขียนไม่ได้  ก็ยังสามารถเล่นกลอนเพลงต่างๆได้

            ตามตำราฉันทลักษณ์กล่าวว่า  กลอนน่าจะเกิดจากการที่นักปราชญ์ทางภาษานำเอากลอนเพลงพื้นบ้านเหล่านี้มากำหนดสัมผัสให้แน่นอนตายตัวขึ้น  โดยกำหนดให้มีวรรคละ  8  คำเป็นหลัก  แบ่งออกเป็น 4 วรรคกลอน  ซึ่งเรียกว่าวรรคสดับหรือวรรคสลับ  วรรครับ  วรรครอง  และวรรคส่งตามลำดับ  และกำหนด เสียงสูงต่ำตามภาษาดนตรีของไทยเข้าไว้ด้วย  ต่อมามีการแบ่งชนิดของกลอนปลีกย่อยแตกต่างกันไปตาม วัตถุประสงค์ของการแต่งกลอนแต่ละประเภท  เช่น  กลอนเพลงยาว  กลอนสักวา  กลอนดอกสร้อย  และ      กลอนบทละคร  เป็นต้น  นอกจากนั้นยังมีกลอนหกอีกด้วย  ซึ่งกลอนแต่ละชนิดนั้นมักจะมีสัมผัสคล้ายคลึงกัน  จะแตกต่างกันบ้างก็ที่คำขึ้นต้น  จำนวนคำในวรรค  และคำลงท้ายเท่านั้น  จึงเป็นหลักเกณฑ์ทางฉันทลักษณ์ ของกลอนแต่ละประเภทนั่นเอง

            ยุคที่กลอนเฟื่องฟูมากก็คือ  ในสมัยรัชกาลที่ 2  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ซึ่งมีกวีเอกของไทย  คือ   สุนทรภู่  เป็นผู้คิดแบบสัมผัสในของกลอน  ทำให้กลอนมีความไพเราะเพิ่มมากขึ้น  จึงกลายเป็นแบบฉบับของกลอนในสมัยต่อมาตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ทุก                                                                                                                                                                   

2.  ชนิดของกลอน

          เราอาจแยกประเภทกลอนได้ 2 ประเภท  คือ 
          2.1  กลอนขับร้อง / กลอนลำนำ
          2.2  กลอนเพลง

          2.1  กลอนขับร้อง / กลอนลำนำ
               คือ กลอนที่แต่งขึ้นเพื่อใช้ขับหรือร้องประกอบเข้ากับเพลง  มีเครื่องดนตรีคลอรับ  หรือทำจังหวะต่าง ๆ  สุดแต่ชนิดของกลอนนั้น  ได้แก่  
                  1)  กลอนดอกสร้อย
                  2)  กลอนสักวา
                  3)  กลอนบทละคร
                  4)  กลอนเสภา

        2.2  กลอนเพลง คือ กลอนที่ไม่มีทำนองขับร้อง แต่งขึ้นสำหรับอ่านทั่วไป ได้แก่
               1) เพลงยาว
               2) นิราศ
               3) กลอนนิทาน / กลอน

3.  กลอนแปด           
          กลอนแปดเป็นกลอนแม่บทของกลอนทั้งหลาย  มีชื่อเรียกอย่างอื่นว่า  กลอนสุภาพ   กลอนตลาดมาดูแผนผังกลอนกันก่อนนะคะ

ตัวอย่าง


เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา


        เจ้าเด็กน้อยกใจวัยอ้อแอ้              ครูพ่อแม่ฟูมฟักถักทอฝัน
ทุกย่างก้าวสาวเท้าผ่านคืนวัน                จุดหมายนั้นเป็นคนดีศรีสังคม
        เจ้าเปรียบเมล็ดพันธุ์อันมีค่า         เป็นต้นกล้าเป็นไม้ใหญ่อย่างเหมาะสม
พ่อแม่ครูเฝ้ารดน้ำเฝ้าอบรม                 เพื่อเพาะบ่มเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา
        ขอเจ้าเป็นเช่นไม้ใหญ่ท้าทายโลก  ขอเจ้าเป็นผู้สร้างโชคคนทั้งหล้า
ขอเจ้าเป็นคนดีมีเมตตา                       เป็นคนกล้าเป็นคนแกร่งแห่งแผ่นดิน

( นางศิริมา  เจนจิตมั่น  ผู้ประพันธ์  ได้รับเกียรติบัตร  รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง  ในการประกวด
กลอนกระดาษเรื่อง  เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา  เนื่องในการประกวดวงสักวาบอกบท  ประเภทมัธยมศึกษา  ระดับประเทศ  ประจำปี ๒๕๔๔  ณ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ )

                  
 คณะ  กลอนแปด ๑  บทมี ๔  วรรค 
     วรรคที่ ๑  เรียกว่า  วรรคสดับ  หรือ  สลับ
     วรรคที่ ๒  เรียกว่า  วรรครับ
     วรรคที่ ๓  เรียกว่า  วรรครอง
     วรรคที่ ๔  เรียกว่า  วรรคส่ง
     ๑  วรรค  มี ๘ คำ        ๒ วรรค เป็น ๑ บาท  หรือ ๑ คำกลอน 
     ฉะนั้นกลอน ๑ บท  จะมี  ๒  คำกลอน

สัมผัส
   คำสุดท้ายวรรคแรก  ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๓  หรือ ๕  ในวรรคที่ ๒
   คำสุดท้ายวรรคที่ ๒  ส่งสัมผัสไปยัง  คำสุดท้าย  วรรคที่ ๓
   คำสุดท้ายวรรคที่ ๓  ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๓  หรือ ๕  ในวรรคที่ ๔

สัมผัสใน
  ไม่บังคับ  แต่เพิ่มความไพเราะ  ใช้ได้ทั้งสัมผ้สสระและสัมผัสอักษร  แต่นิยมใช้สัมผัสสระมากกว่า  ตำแหน่งของสัมผัสใน  มีดังนี้  วรรคสดับและวรรครอง 

มีสัมผัสสระเป็นสัมผัสใน ๒ ช่วง  คือ  คำที่ ๓  สัมผัสกับคำที่ ๔      คำที่ ๕ สัมผัส
กับคำที่ ๖ หรือ
 
   ข้อห้ามในการแต่ง

·       อย่าใช้คำที่ไม่มีความหมาย  หรือมีความหมายไม่ตรงกับที่ต้องการในบทประพันธ์

·       อย่าใช้คำเดียวกันรับส่งสัมผัสกัน  เช่น 

แว่วเสียงสำเนียงจิ้งหรีดร้อง         ดังเสียงร้องร่ำเพราะเสนาะเหลือ

·       อย่าใช้คำเสียงเดียวกันกับที่รับส่งสัมผัสอยู่แล้วแห่งหนึ่ง  ไปรับส่งสัมผัสใหม่อีก

แห่งหนึ่งในบทเดียวกัน

·       อย่าลงท้ายบทด้วยคำเสียงเดียวกับคำที่ใช้รับส่งสัมผัสมาแล้วในบทนั้น

·     อย่าลงท้ายบทด้วยคำใช้รูปวรรณยุกต์  และไม่ควรอย่างยิ่ง  ถ้าเป็นคำสุดท้ายของบท

สุดท้าย

·      อย่าใช้คำมากพยางค์  ซึ่งมีสระประจำเป็นเสียงเด่นมารวมเป็นหนึ่งพยางค์  จะใช้ได้ก็

เฉพาะพวกพยัญชนะประสม  เช่น  อรุณ  ทวี  สยาม

·       อย่าใช้คำที่มีรูปสระสั้น ยาวแตกต่างกันมารับหรือส่งสัมผัสกัน     เช่น ท่าน-ฉัน,

จำได้ไหมใครคนหนึ่งซึ่งเคยรัก       แล้วถูกพรากพาไปไกลเกินฝัน

เสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรค
     ๑. 
คำท้ายวรรคแรก  ใช้เสียง  เอก  โท  ตรี  จัตวา  ห้ามใช้เสียงสามัญ
      ๒.    คำท้ายวรรคที่ ๒  ใช้เสียง  เอก  โท  จัตวา
      ๓.    คำท้ายวรรคที่ ๓  และ ๔  ใช้เสียงสามัญ  หรือ  ตรี  ห้ามเสียง เอก โท จัตวา

จังหวะของคำในวรรค  กลอนมักมีจังหวะ ๓ ช่วง  คือ
       จำนวน  ๖   คำ                     ๐๐ /  ๐๐  /  ๐๐
       จำนวน  ๗  คำ                    ๐๐ /  ๐๐  /  ๐๐๐
       จำนวน  ๘  คำ                  ๐๐๐ /  ๐๐  /  ๐๐๐
       จำนวน  ๙  คำ                  ๐๐๐  / ๐๐๐ /  ๐๐๐

 

 

edit @ 25 Jul 2008 12:32:05 by sirimajan

edit @ 3 Aug 2008 20:51:20 by sirimajan

วันภาษาไทยแห่งชาติ

posted on 12 Mar 2008 10:04 by sirimajan

29  กรกฎาคม  วันภาษาไทยแห่งชาติ
เฉลิมพระเกียรติในหลวงนักปราชญ์ภาษาไทย

      " ภาษาไทยเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ  ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือของมนุษย์ชนิดหนึ่ง  คือเป็นทางสำหรับแสดงความคิดความเห็นอย่างหนึ่ง  เป็นสิ่งสวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดี เป็นต้น  ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องรักษาให้ดี  ประเทศไทยนั้นมีภาษาของเราเองซึ่งต้อง
หวงแหน "  

     พระราชดำรัสตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ที่พระราชทานเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในการประชุมทางวิชาการ  เรื่อง  " ปัญหาการใช้คำไทย"  ของชุมนุมภาษาไทย  คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เมื่อวันที่  29  กรกฎาคม  2505  

     และอีกหลายช่วงหลายตอนของกระแสพระราชดำรัสในวันเดียวกันที่ทรงเน้นย้ำกับชุมนุมภาษาไทย  บ่งชี้ชัดและปลุกทุกคนให้ตระหนักถึงความภาคภูมิใจท่คนไทยมีภาษาประจำชาติ  ทั้งทรงฝากข้อคิดถึงการดำรงรักษาไว้ซึ่งสมบัติล้ำค่าของชาติ

      "เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล  จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง  คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน  อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในการใช้ "


     " การบัญญัติศัพท์ก็ตาม  การใช้ศัพท์ก็ตาม  กิจการใด ๆ ก็ตาม  ต้องมีเหตุผลอยู่เสมอที่จะทำลงไป  อย่าให้เหตุผลนั้นเขวไปเป็นเหตุผลทางการเมือง  เหตุผลทางรักชาติเกินควร  หรือเป็นความรู้สึกรักตัวเองเกินไป "
    

     " สมัยนี้คนเราถอยหลัง  หรืออีกนัยหนึ่งวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าเร็ว  แต่สมองของคนเราไม่ก้าวหน้าก็เท่ากับเราถอยหลัง  ถึงให้โอวาทท่ไหน ๆ  ก็ได้ให้ทุกคนพยายามฝึกฝนตนเอง  ไม่ใช้ในวิชาการเท่านั้น  แต่ให้เป็นการร้จักตัวเอง  หมายถึงทางปฏิบัติท่ถูกต้องถูกหลัก  ให้ร้จักว่าอะไรดีไม่ดี  ถึงจะก้าวหน้าทันวิทยาศาสตร์ "


    "คงเป็นวิธีดีที่สุดที่จะกระตุ้นเตือนทุกคนว่า  ภาษานี้เกิดปัญหาขึ้นได้มากหลายทาง  ต้องพยายามช่วยกันแก้
ปัญหาต่าง ๆ นี้  และถกเถียงกันเพื่อที่จะขบให้แตก  และให้ภาษาของเราบริสุทธิ์ใช้การได้ "

     พระมหากรุณาธิคุณ  พระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยในภาษาไทยครั้งนั้น  ยังความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างยิ่ง  นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย


     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หัว  ยังได้ทรงย้ำให้ประชาชนชาวไทยตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทย  และพระราชทานแนวคิดในการอนุรักษ์ภาษาไทยในโอกาสต่าง ๆ เสมอ  แม้ในวโรกาสท่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ข้าราชการและองค์กรเอกชนเข้าเฝ้าฯถวายชัยมงคล  เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา  ปีพุทธศักราช 2534  ก็แสดงออกถึงความสนพระราชหฤทัยและห่วงใยในภาษาไทย


     และสิ่งที่พสกนิกรประจักษ์  ในการเป็น "ในหลวงนักปราชญ์ภาษาไทย"  คือ  การท่ทรงมีพระปรีชาญาณและพระอัจฉริยภาพในการใช้ภาษาไทย  ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย  ทั้งภาษาบาลี  และสันสกฤต  ทรงพระอุตสาหะวิริยะแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์  มีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่าเป็นคติในการเสียสละเพื่อส่วนรวม  และเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทย  ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปล  เรื่องนายอินทร์ผ้ปิดทองหลังพระ 
และติโต รวมถึงพระราชนิพนธ์แปลบทความเร่องสั้น ๆ หลายบท  และพระราชนิพนธ์เรื่อง  พระมหาชนก


     พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่วงการภาษาไทย  เท่ากับการจุดประกายในหัวใจของคนไทยทั้งชาติ  ให้เกิดความหวงแหนในภาษาประจำชาติ  และนั่นคือ  จุดกำเนิดของ  " วันภาษาไทย "


     ทั้งนี้  เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หัว  ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์และนักภาษาไทย  รวมถึงเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่ทรงแสดงความห่วงใย  และพระราชทานแนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย  และยังเป็นการร่วมเฉลิมพระเกียรติ  เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิม
พระชนมพรรษา 6 รอบ  ในวันท่ 5 ธันวาคม  2542