ประวัติโคลงสี่สุภาพ

posted on 14 Jun 2014 16:24 by sirimajan

                                                                           

        โคลงสี่สุภาพ เป็นโคลงชนิดหนึ่งที่กวีนิยมแต่งมากที่สุด ด้วยเสน่ห์ของการบังคับวรรณยุกต์เอกโท อันเป็นมรดกของภาษาไทยที่ลงตัวที่สุด คำว่า สุภาพ หรือ เสาวภาพ หมายถึงคำที่มิได้มีรูปวรรณยุกต์

        โคลงสี่สุภาพ ปรากฏในวรรณกรรมไทย ตั้งแต่สมัยต้นอยุธยา ปรากฏในมหาชาติคำหลวงเป็นเรื่องแรก และมีวรรณกรรมที่แต่งด้วยโคลงสี่สุภาพ 3 เรื่อง ได้แก่ โคลงนิราศหริภุญชัย โคลงมังทราตีเชียงใหม่
และลิลิตพระลอ

        สมัยอยุธยาตอนกลาง วรรณกรรมที่ใช้โคลงสี่สุภาพ ได้แก่
โคลงเรื่องพาลีสอนน้อง โคลงทศรถสอนพระราม และโคลงราชสวัสดิ์
พระราชนิพนธ์สมเด็จพระนายรายณ์มหาราช โคลงเฉลิมพระเกียรติ

พระนารายณ์มหาราช โคลงนิราศนครสวรรค์ กาพย์ห่อโคลงและ
โคลงอักษรสามของพระศรีมโหสถ

         สมัยอยุธยาตอนปลาย ได้แก่ โคลงนิราศพระบาท โคลงนิราศเจ้าฟ้าอภัย และกาพย์ห่อโคลงพระราชนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร

         สมัยธนบุรี ได้แก่ โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี และลิลิตเพชรมงกุฎ

         สมัยรัตนโกสินทร์ วรรณกรรมที่ใช้โคลงสี่สุภาพที่เด่น ๆ ได้แก่
ลิลิตะเลงพ่าย โคลงนิราศนรินทร์ โคลงนิราศสุพรรณ โคลงโลกนิติ
สามกรุง

        โคลงสี่สุภาพเป็นคำประพันธ์ที่กวีชอบแต่งและผ่านการพัฒนามายาวนานจนมีฉันทลักษณ์ที่ลงตัวและเป็นแบบฉบับดังที่ยึดถือกันในปัจจุบัน            

 

 


 
 

edit @ 14 Jun 2014 19:18:57 by sirimajan

edit @ 14 Jun 2014 19:21:46 by sirimajan

                                                      

     จากพระราชาธิบายของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
สันนิษฐานว่าชาวไทยล้านนาเป็นผู้ประดิษฐ์โคลงขึ้น และชาวไทยทางใต้คือชาวกรุงศรีอยุธยารับไปดัดแปลงจนพิสดารขึ้น

    โคลงของชาวล้านนานั้นเรียก “ครรโลง” “คะโลง” หรือ “กะโลง”   มีสามประเภทคือ
1) ครรโลงสี่ห้อง
2) ครรโลงสามห้อง และ
3) ครรโลงสองห้อง
กับทั้งยังมีกลวิธีแต่งที่ปลีกย่อยมากมาย เช่น โคลงบทหนึ่งว่า “กรนารายณ์ หมายกงรถ
บทสังขยาสราสังวาล...”  หลักฐานที่แสดงว่าชาวล้านนาสนใจและนิยมแต่งโคลงมาแต่โบราณแล้วคือ จินดามณี ซึ่งกล่าวถึงโคลงลาวประเภทต่าง ๆ อันได้แก่
1) พระยาลืมงายโคลงลาว
2) อินทร์เกี้ยวกลอนโคลงลาว
3) พวนสามชั้นโคลงลาว
4) ไหมยุ่งพันน้ำโคลงลาว และ
5) อินทร์หลงห้องโคลงลาว 
     คำว่า “ลาว” ข้างต้น หมายถึง ชาวล้านนา ชาวอยุธยาแต่ก่อนเรียกรวมทั้งชาวล้านนาและชาวล้านช้างว่า ลาว วรรณคดีของชาวไทยฝ่ายใต้เรื่องแรกที่ปรากฏโคลงคือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ อันแต่งด้วยโคลงห้าและร่ายดั้นสลับกัน กับทั้งยังเป็นวรรณคดีเรื่องเดียวที่ปรากฏโคลงห้าอีกด้วย ต่อมาปรากฏเป็นรูปโคลงสี่ดั้นใน ลิลิตยวนพ่าย โคลงสุภาพ (โคลงสอง โคลงสาม และโคลงสี่) ในลิลิตพระลอ ส่วนโคลงสองดั้นและโคลงสามดั้นเกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นี้เอง อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางวรรณกรรมอาจกล่าวได้ว่ากวีนิยมแต่งโคลงดั้นมาก่อนโคลงสุภาพ  1947 

 

การจำแนกโคลง
โคลงในวรรณกรรมไทย แบ่งได้ดังนี้ คือ

  1. โคลงสอง
    1. โคลงสองสุภาพ
    2. โคลงสองดั้น
  2. โคลงสาม
    1. โคลงสามสุภาพ
    2. โคลงสามดั้น
  3. โคลงสี่
    1. โคลงสี่สุภาพ
    2. โคลงสี่ดั้น
  4. โคลงห้า


หมายเหตุ:- โคลงห้านั้น พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนชีวะ)   สิทธา พินิจภูวดล 
และประทีป วาทิกทินกร จัดให้เป็นโคลงโบราณ แต่กำชัย ทองหล่อ  จัดให้เป็นโคลงสุภาพ
ขณะที่ สุภาพร มากแจ้ง แยกออกมาต่างหาก ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะมีวรรณกรรมเรื่องเดียว
ที่แต่งด้วยโคลงห้า ในยุคยังไม่สามารถแยกโคลงดั้นและโคลงสุภาพอย่างชัดเจน

(แหล่งข้อมูล  http://th.wikipedia.org/ )

ภาษามีความงามได้เพราะ           
      
๑)   การสรรคำ หรือเลือกคำ 
     
๒)   การเรียบเรียงคำ          
     
๓)   การใช้โวหารภาพพจน์  
 
  ๒)   การเรียบเรียงคำ   
 

1.   เรียงข้อความที่บรรจุสาระสำคัญไว้ข้างท้ายสุด 
     เช่น  -  ถึงแม้งานนี้จะยาก แต่เขาก็พยายามทำจนสำเร็จ
            -  ถ้าเธอยอม  ฉันก็จะยอมอย่างไม่มีปัญหา

2. เรียงคำ วลี หรือประโยคที่มีความสำคัญเท่า ๆ กัน 
     เคียงกันไป
เช่น 

          -   รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และ
เพื่อประชาชนคือรัฐบาลที่คนไทยปรารถนา
 
            -   การงานของเราทุกอย่างนั้นมุ่งตรงไปที่  ความดี 
ความงาม  และความจริงเสมอ
 

3. เรียงประโยคให้เนื้อเข้มข้นขึ้นไปตามลำดับ ดุจขึ้นบันไดจนถึงขั้นสุดท้าย
ซึ่งสำคัญที่สุด
เช่น
 
       -  ข้าพเจ้าเกิดมาแล้ว  ข้าพเจ้ายังมีลมหายใจอยู่
และข้าพเจ้าจะต่อสู้ต่อไป
 
       -  สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น  สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ
สิบมือคลำไม่เท่าชำนาญ
 

4.  เรียงประโยคให้มีเนื้อหาเข้มข้นขึ้นไปตามลำดับแต่คลายความเข้มข้นลงในช่วงหรือประโยคสุดท้ายอย่างฉับพลัน 
       เช่น ผู้ก่อการร้ายจับตัวประกัน 3,000 คน ตัวประกันร้องขอชีวิต รัฐบาลเจรจาต่อรอง ผู้ก่อการร้ายยังคงเรียกร้องเครื่องบินยานพาหนะ รัฐบาลตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ในที่สุดผู้ก่อการร้ายปล่อยตัวประกันอย่างปลอดภัย 

 5.  เรียงถ้อยคำให้เป็นประโยคคำถามเชิงวาทศิลป์
      (ไม่ต้องการคำตอบ แต่ต้องการให้ยอมรับความจริง)

เช่น   ใครบ้างที่ไม่อยากเป็นไทย  ใครบ้างที่อยากเป็นทาส

 
 edit @ 24 May 2014 15:28:58 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 15:31:42 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 17:22:49 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 17:25:19 by sirimajan

  

ภาษามีความงามได้เพราะ           
      
๑)   การสรรคำ หรือเลือกคำ 
     
๒)   การเรียบเรียงคำ          
     
๓)   การใช้โวหารภาพพจน์  

 ๑)   การสรรคำ หรือการเลือกคำ     

      ๑. คำประสม ที่สะท้อนจินตนาการของผู้คิดคำ คำประสมประเภทนี้ให้ภาพได้ชัดเจน   
เช่น น้ำตก มีดพับ สมเสร็จ หงอนไก่
 

      ๒. คำสมาส  เป็นคำที่กะทัดรัด สื่อความหมายได้ดี และออกเสียงได้ไพเราะ
เช่น พุทโธวาท อุบัติเหตุ
 
      ๓. คำซ้อนสี่คำ มีเสียงสัมผัสไพเราะ  เช่น    ลายลักษณ์อักษร      เก็บหอมรอมริบ  
แคล่วคล่องว่องไว     น้ำพักน้ำแรง 
     ๔. คำมูลสี่พยางค์ เช่น กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง กระจุยกระจาย ระหองระเเหง     

     
๕. คำไวพจน์ คือคำที่เขียนต่าง แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น
คำไวพจน์ของดวงอาทิตย์ ได้แก่ รวิ รวี รพี รำไพ ไถง อังศุมาลิน สุริยะ สุริยา  สุริโย  สุริยัน  ทิพากร  ทิวากร  ตะวัน  ตาวัน  เป็นต้น
 
บางคำอาจแทนกันไม่ได้ เช่น คน  มนุษย์
คนคนนี้โดยปกติเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

     ๖. เลือกใช้คำถูกต้องตรงความหมายที่ต้องการ

เช่น   ทัศนคติ : ใช้เมื่อกล่าวถึงความรู้สึกนึกคิดที่บุคคลมีต่อสิ่งต่างๆ

        ทัศนะ   :   ใช้เมื่อกล่าวถึงความคิดเห็นที่มีเต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ทะนุถนอม :   ใช้เมื่อกล่าวถึง การแสดงความห่วงใย เอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด

        ถนอม       :   ใช้เมื่อกล่าวถึงพฤติกรรมในการใช้สิ่งของโดยระมัดระวัง


    ๗. เลือกใช้คำที่เหมาะแก่เนื้อเรื่อง

 เช่น     อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน    ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย
       ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย  เอาขาห้อยทำเป็นหางไปกลางเลน
       อันพวกเขาชาวประมงไม่โหย่งหยิบ  ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร
       จะได้กินข้าวเช้าก็ราวเพล       ดูจัดเจนโลดโผนในโคลนตม

นิทานใช้ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว 
  

    ๘.  เลือกใช้คำให้เหมาะแก่ลักษณะของคำประพันธ์

คำพื้นฐาน เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ
คำศัพท์ทั่วไป   เช่น  กัลยาณมิตร พสกนิกร ธิดา
คำศัพท์บัญญัติ เช่น ทักษะ ประสบการณ์ โลกาภิวัตน์ ปฏิกิริยา
คำใช้เฉพาะในบทร้อยกรอง คำที่มีความหมายสวยงาม
เช่น พงา ชลธี ไคลคลา กัลยาณ ขจี เจริด จรูญ จำรูญ ฉลวย
แฉล้ม ไฉไล เฉิด เฉิดฉาย ตรู พริ้มเพรา ประไพ ผุดผาด
พรรณราย  พริ้มเพรา รางชาง รูจี ลออ ลาวัณย์  ลำเพา สาหรี
สิงคลิ้ง สุรางค์ โสภณ โสภา เสาวลักษณ์ อรชร อร่ามอล่องฉ่อง
ออนชอน อะเคื้อ อันแถ้ง แอร่ม โอ่อ่า

คำสร้อยใช้เฉพาะในบทร้อยกรอง เช่น แฮ  แม่เอย แม่รา

  ๙. เลือกคำโดยคำนึงถึงเสียง
         
         
๑.  เสียงสัมผัส

              ๑.๑  เสียงสัมผัสสระ   คือ   มีเสียงเหมือนกัน
ถ้าเป็นพยางค์ปิด ต้องมีเสียงพยัญชนะท้ายเหมือนกันด้วย
     เช่น ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก

              ๑.๒  เสียงสัมผัสอักษร   (หรือสัมผัสพยัญชนะ)
คือ มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน เช่น อย่าหยิ่งเย่อยกย่องลำพองพิษ
 

พยางค์ปิด พยางค์เปิด คืออะไร

             พยางค์ ปิด คือ พยางค์ที่ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะต้น
เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ และ เสียงพยัญชนะสะกด
เช่น ถาม ดึก สงสัย ภาคภูมิ เป็นต้น

            ส่วน  พยางค์เปิด คือ พยางค์ที่ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะต้น
เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ (ต่างกับพยางค์ปิดคือ ไม่มีเสียงพยัญชนะสะกด)
เช่น ขา โอ ชู คี่ เซ เป็นต้น

          ๒.  การเล่นเสียงวรรณยุกต์    
คือ    การไล่เสียงวรรณยุกต์ก่อให้เกิดเสียงดนตรีที่ไพเราะ

 -  ธรณีนี่นี้   เป็นพยาน

 -  เมืองชื่อกาญจนบุรี      ว่างว้าง

 -  จะจับจองจ่องจ้องสิ่งใดนั้น    ดูสำคัญคั่นคั้นอย่างันฉงน

 

         ๓.  การเล่นเสียงหนักเบาและจังหวะอันเกิดจากการอ่าน

เช่น  สามยอดตลอดระยะระยับ  วะวะวับสลับพรรณ 
       
   
         ๔.  การเลียนเสียงธรรมชาติ
    เช่น ตะแล้กแต้กแตก จะแหลกแล้วจ้า 

         ๕.  คำพ้องเสียง   =   เสียงเหมือน  เขียนต่าง  ความหมายต่าง
เช่น       ว่าพลางทางชมคณานก       โผนผกจับไม้อึงมี่
       เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี            เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา

         ๖.  การซ้ำคำ

     คือ การใช้คำคำเดียวกันซ้ำกัน  และความหมายเหมือนกัน

             รอนรอนสุริยะโอ้             อัสดง

         เรื่อยเรื่อยลับเมรุลง              ค่ำแล้ว

         รอนรอนจิตจำนง                  นุชพี่ เพียงแม่

         เรื่อยเรื่อยเรียมคอยแก้ว        คลับคล้ายเรียมเหลียว

        ๗.  การเล่นคำ
การใช้คำคำเดียวกันซ้ำกัน แต่ความหมายของคำจะแตกต่างกันไป เช่น

     ถีงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิต        นิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล

ที่พลัดนางร้างรักมาแรมไกล            ประเดี๋ยวใจพบนางริมทางจร

(เล่นคำว่า พลัด บางพลัด= ชื่อสถานที่ พลัดนาง=พลัดพรากจากนาง)

 

      ๘.  คำอัพภาส  เป็นคำซ้ำชนิดหนึ่ง  ที่กร่อนเสียงของคำข้างหน้าให้สั้นลง
เหลือเพียงเสียง [อะ]
  เช่น

          ริกริก              เป็น              ระริก            

          ยิบยิบ             เป็น              ยะยิบ           

          แย้งแย้ง         เป็น              ยะแย้ง          

         คว้างคว้าง       เป็น              คะคว้าง         

คำพวกนี้ไม่ได้มีความหมายแปลกไปกว่าเดิม  แต่จะให้ความไพเราะ
ของเสียงคำเป็นจังหวะหนักเบาเพิ่มคุณค่าทางวรรณศิลป์

ตัวอย่างการใช้คำอัพภาส

ลิลิตตะเลงพ่าย

-  เงื้อดาบฟันฉะฉาด  ง่าง้าวฟาดฉะฉับ

-  บ่รู้ขยาดย่อทัพ  บ่รู้ขยับย่อศึก  คะคึกเข้าต่อแกล้ว  คะแคล้วเข้าต่อกล้า

   

แหล่งข้อมูล

1.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.หนังสือเรียนสาระ การเรียนรู้พื้นฐาน ภาษาเพื่อพัฒนาการคิด. กรุงเทพฯ

โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2548.
2.
 

www.kts.ac.th/e-learning/mahidol/thai/.../

  
  3.http://www.gotoknow.org/posts/3430683
  
  
  
  
  
  
 

 



edit @ 24 May 2014 14:52:08 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 14:56:20 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 14:57:29 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 15:06:17 by sirimajan

ความงามกับภาษา

posted on 08 Jul 2013 21:49 by sirimajan
ให้นักเรียนศึกษาเร่ืองความงามกับภาษาจาก
 

edit @ 8 Jul 2013 22:19:37 by sirimajan

                                      
                                              
     การวิจัย  คือ  การพยายามตอบคำถามโดยวิธีท่ีเป็นวิทยาศาสตร์  เป็นการค้นคว้า
อย่างมีระบบแบบแผน  เพ่ือให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ  หรือเกิดประโยชน์แก่มนุษย์ 
โดยอาศัยวิธีการท่ียอมรับในแต่ละสาขาวิชา  การเรียนรู้ท่ีใช้การวิจัยเป็นฐาน 
(Research-based learning) เป็นแนวการสอนท่ีเน้นการศึกษางานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง 
รวมทั้งเน้นการทำวิจัยท่ีเป็นการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ค้นพบความรู้ใหม่ 
หรืออาจเป็นการทำโครงงาน 
เพ่ือหาความรู้ใหม่  ท่ีเป็นคำตอบของประเด็นศึกษา 
โดยมีผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวกหรือเป็นท่ีปรึกษา 
  
    ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน
หมายถึง  การจัดกระบวนการเรียนการสอนเพ่ือค้นหาคำตอบ หรือค้นหาองค์ความรู้ใหม่ 
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์  และกระบวนการสืบค้น  เพ่ือหาคำตอบ
ภายใต้ศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้อง
กับเร่ืองท่ีศึกษาวิจัยเพ่ือสืบค้น  พิสูจน์  ทดสอบ เก็บข้อมูล
นำไปวิเคราะห์ข้อมูล  ซึ่งเป็นการเรียนรู้อย่างเฉพาะเจาะจง  และอยู่บนพื้นฐาน
ของปัญหาท่ีเกิดขึ้นจริงในโลก
 
   ลักษณะของการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน
   1. เป็นนวัตกรรมด้านการสอน  ผสมผสานระหว่างบทบาท
การสอนของครูในด้านการจัดการเรียนการสอนและการวิจัย
   2. เป็นการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
ผ่านกระบวนการวิจัย
 
   รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย
มี 4 รูปแบบ  คือ
   1. ครูใช้ผลการวิจัยในการเรียนการสอน
   2. ผู้เรียนใช้ผลการวิจัยในการเรียนการสอน
   3. ครูใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนการสอน
   4. ผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนการสอน
 
              
 
     แหล่งข้อมูล : เอกสารประกอบการบรรยาย  หัวข้อ
"Research-based Learning กับการพัฒนาผู้เรียน"
ของมหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์
ในการประชุมครู  ตามโครงการพัฒนาครูโดยใช้
กระบวนการสร้างพี่เลี่้ยง Coaching and Mentoring
วันท่ี 8-9 พฤษภาคม 2556
 
 

edit @ 1 Jun 2013 15:23:16 by sirimajan

หาดแม่รำพึงวันนี้

posted on 14 Nov 2012 20:46 by sirimajan in WritingJournal
posted on 06 Jun 2012 22:11 by sirimaj
หาดแม่รำพึง เดือน 5 หน้าฝน ปี 55
ฟ้า...ยังสวย แต่น้ำไม่ใส
หาดทราย...แปรเปลี่ยนเป็นหาดขยะ
ลมทะเล...โชยกลิ่นเน่าเหม็น
ริมหาด...เต็มไปด้วยเพิงอาหารระเกะระกะ
หาดแม่รำพึง...รำพึง...นี่คือผลงานจากน้ำมือมนุษย์
แล้ววันหนึ่ง มนุษย์จะได้รับผลจากการกระทำนั้นอย่างแสนสาหัส
 
 
ป้ายนี้เก็บทิ้งเถอะ
เพราะมันกลายเป็นขยะปักหลักอีกชิ้นหนึ่ง
 

edit @ 27 Nov 2012 11:28:11 by sirimajan

กลอน กล้องถ่ายรูป

posted on 14 Nov 2012 20:35 by sirimajan in Poetry
กล้องถ่ายรูป
 
 
กล้องถ่ายรูปตัวน้อยรอยฝุ่นฉาบ
เคยถ่ายภาพสุขเศร้าของเราสอง
ภาพเธอยิ้มฉันถ่ายไว้ก่ายกอง
ผิดเพียงกล้องถ่ายใจไม่ได้เลย
 
สราวุธ สัญญะโม ผู้ประพันธ์
(ขออนุญาตนำมาลง ณ ที่นี้ ขอบคุณ)

edit @ 27 Nov 2012 11:30:26 by sirimajan

เรื่องสั้น 150 คำ

posted on 23 Oct 2012 21:25 by sirimajan
เคล็ดลับเขียนเรื่องสั้นอ่านสนุก 150 คำ

                                   โดย เออร์ซูลา ดูโบชาสกี้

โครงเรื่อง      
      ต้องมีโครงเรื่อง (Plot)  ที่ดีมาก  ต้องทำให้ผู้อ่านรู้สึกพึงพอใจที่มีประเด็นน่าสนใจ  ทำให้เกิดการขบคิด และคลี่คลายปม กลยุทธ์ต่อไปนี้
จะช่วยคุณได้

   - คิดเรื่องเป็นคำถามและคำตอบ  เริ่มจากเหตุการณ์ธรรมดาๆ
ที่เคยเกิดกับคุณ
หรือคนรู้จัก เช่น กระต่ายที่แซลลีเลี้ยงไว้หนีไป
ดังนั้นคำถามคือ มันหายไปไหน  ปล่อยใจให้คิดถึงคำตอบอย่างอิสระ
จดคำตอบไว้ เช่น เจ้ากระต่ายถูกพบอยู่ใต้โต๊ะทำงานของนายกรัฐมนตรี 
หรืออยู่ที่ชายหาดห่างไป 3,000 กิโลเมตร  หรือไปโผล่ในตู่โชว์หน้าห้างสรรพสินค้า เลือกคำตอบที่คุณชอบที่สุด แล้วสร้างลำดับเรื่องราว อาจเป็นเรื่องสมจริงหรือเรื่องชวนหัว และนำมาสู่ตอนจบที่คุณเลือกไว้ นี่ละคือเรื่องสั้นของคุณ


   - ใช้พล็อตแสนคลาสสิกจากนิทานปรัมปราหรือเทพนิยาย เช่น ทำดีได้ดี
ความฝันที่เป็นจริงหรือผิดหวัง  รักแท้ที่ถูกมองข้ามจนกระทั่งสายเกินไป
แค่เอาพล็อตมาแต่งเป็นเรื่องใหม่ในสถานการณ์อื่น

   - คิดเรื่องให้เหมือนการเล่าตลก  เรื่องตลกมักสร้างสถานการณ์ขึ้นมาอย่างหนึ่งแล้วจบหักมุมอย่างคาดไม่ถึง  หรือจบด้วยประโยคเด็ด  แต่ไม่จำเป็นต้องตลกก็ได้  แค่เหตุการณ์สักอย่างที่มีเฉลยตอนจบแบบหักมุม เช่น คนมีปัญหาสายตาคนหนึ่งไปหาจักษุแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือ ประโยคเด็ดคือ บริกรตอบว่า "ผมก็อยากจะช่วยคุณนะครับ แต่ที่นี่คือร้านอาหาร"  ส่วนที่เหลือคุณก็แค่เติมช่องว่างเพื่อทำให้เป็นเรื่องราว

คัดสรรถ้อยคำ
    เรื่องที่ดีต้องมีมากกว่าโครงเรื่อง แม้เป็นเรื่องสั้น 150 คำก็ตาม เรื่องสั้นต้องมีบุคลิกภาพ ความละเอียดอ่อน ความสะเทือนอารมณ์ อารมณ์ขัน ประหลาดใจ ต้องมีองค์ประกอบทุกอย่างเหมือนนิยายดี ๆ 100,000 คำ
เลยทีเดียว เคล็ดลับ

   - ใส่รายละเอียด คุณอาจคิดว่าไม่สามารถสละคำใด ๆ ใน 150 คำ มาใส่รายละเอียดได้ แต่ลองคิดใหมาสิ การทำให้ตัวละครดูมีความเป็นมนุษย์ปุถุชน เช่น บอกชื่อ สีผม อารมณ์ สัตว์เลี้ยง อาหารโปรด หมวกหรือรถยนต์ การพูดจาทั้งหมดนี้จะผูกพันผู้อ่านเข้ากับเรื่องราวและทำให้เขาลุ้นไปด้วย คุณจะบอกว่า "หญิงคนหนึ่งไปหาจักษุแพทย์" ก็ได้  แต่จะจับใจผู้อ่านมากกว่าถ้าบอกว่า "หญิงผู้เปลี่ยวเหงานามว่า ลอรา สปูเดิล ไปพบจักษุแพทย์ด้วยความตระหนก"
   - เลือกแฟ้นคำ  คุณมีแค่ 150 คำ ดังนั้นเลือกเฟ้นคำแต่ละคำให้ดี การเขียนเรื่องที่สั้นมากขนาดนี้คล้ายเขียนบทกวีมากกว่า ทุกคำคือโอกาส คุณไม่
จำเป็นต้องใช้คำแรกที่นึกได้ เช่น คุณเขียนถึงหมาตัวหนึ่งกำลังหลับอยู่ ทำไมไม่ใช้  "หมาตัวหนึ่งกำลังกรน" หรือ "หมาตัวหนึ่งนอนนิ่งสนิท" หรือแทนที่จะใช้"บัตเลอร์ตอบว่า"  ก็ใช้ "บัตเลอร์สวนว่า" หรือ "บัตเลอร์ครวญว่า"
 
   - อย่านับคำขณะเขียนรอบแรก เขียนจนจบแล้วนับคำทีหลัง ถ้าคำเกิน
(ซึ่งมักเป็นอย่างนั้น) จึงมาดูว่าตัดคำใดออก มองหาคำที่ใช้ซ้ำโดยไม่จำเป็น
เช่น ใช้คำว่า "หล่อน" แทนคำว่า "คุณครูใหญ่" ที่ใช้ซ้ำ ๆ ลองย่อวลีให้เป็น
แค่คำขยาย เช่น ใช้ "อย่างรังเกียจ"  แทน "ด้วยความรู้สึกรังเกียจ"  และลองตัดวลีหรือประโยคที่คิดว่าสำคัญออก คุณอาจได้ผลลัพธ์อันน่าทึ่ง บางครั้งเรื่องดูมีพลังขึ้นเมื่อไม่บอกข้อมูลบางส่วน
   นี่แหละคือความุขของการเขียนเรื่องสั้นอย่างสั้น คุณบอกได้แค่ไหนโดยไม่พูดมาก
 
(แหล่งข้อมูล จากหนังสือรีดเดอร์ไดเจสท์ ฉบับเดือนตุลาคม 2555)
 
ตัวอย่างเรื่องสั้น 150 คำ
 

...ลืมไป      

โดย อ้อมดาว

 

         เย็นของวันหนึ่ง บานหน้าต่างกรอบไม้ พร่ามัวไปด้วยละอองฝนที่เย็นจนขึ้นเป็นไอ  เธอกำลังนั่งชันเข่าเกยคางอยู่บนเก้าอี้ ชิดหน้าต่างบานนั้น
“อ้อมครับ มาทานข้าวเถอะ” 
เธอตอบรับด้วยรอยยิ้ม เดินตามเขาไป ทอดทิ้งเสียงวสันต์นั้น อย่างนึกอาลัยเขาคอยตักสิ่งนั้น สิ่งนี้ ให้เธอทาน พร้อมทำหน้าดุใส่ทุกครั้งที่เธอไม่ยอม
ทานผัก

“ถ้าดื้อ พี่จะไม่รัก” เขาพูดอย่างนี้เสมอ เหมือนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำทุกวัน เธอกลับมานั่งที่เดิม พร้อมดวงตาแสนเศร้า เขาตามออกมาโอบกอดเธอไว้
“แต่พี่จะกอดอ้อมทุกวัน แบบนี้ตลอดไป” 

ถึงแม้จะรู้สึกอบอุ่นเพียงใด แต่เธอจำเป็นต้องบอกเขา อย่างที่พร่ำบอกมาตลอดสองปี 

                        “แต่พี่ปันตายไปแล้วนะคะ”

 

edit @ 30 Nov 2015 21:22:51 by sirimajan

การเขียนสารคดี

posted on 18 Jun 2012 20:14 by sirimajan

        
          สารคดีเป็นงานเขียนที่มีมานานแล้วในประเทศไทย  แต่นิยมเขียนไว้ในรูปของ  พงศาวดาร  ตำนาน  ตำรา  หนังสือสอนศาสนา  จดหมายเหตุ  ประกาศของทางราชการ ฯลฯ  การเขียนสารคดีของไทยเริ่มมีรูปแบบที่ชัดเจนในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทั้งนี้เพราะได้มีการติดต่อกับประเทศทางตะวันตก 
 

๑.     ความหมายของสารคดี       

                 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช  ๒๕๔๒ อธิบายความหมายของสารคดีว่า  หมายถึง  “ เรื่องที่เขียนขึ้นจากเค้าความจริง  มิใช่เรื่องที่เกิดจากจินตนาการ“ 
งานเขียนสารคดีจึงเป็นข้อเขียนที่ผู้เขียนต้องการจะให้สาระ ความรู้ ความคิด  โดยไม่ใช้จินตนาการและอารมณ์ผสมผสานลงไป  แต่จะต้องใช้ภาษาสำนวนที่มีศิลปะ  คมคาย  เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน

                 ด้วยเหตุที่  สารคดีเป็นเรื่องที่เขียนขึ้นจากความเป็นจริง  ทำให้เนื้อหาของสารคดีเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ   ได้แก่  บุคคล  ภูมิศาสตร์  ประวัติศาสตร์  วิทยาศาสตร์  การเดินทางท่องเที่ยว การอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  แนะนำกิจกรรมต่าง ๆ  สถานสำคัญ
ในแต่ละท้องถิ่น
        

๒.    ประเภทของสารคดี                  

         สารคดีแบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้            
                  ๒.๑  สารคดีบุคคล  เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตที่น่าสนใจของบุคคลทั่วไปในแง่มุมต่าง  ๆ
  
                 ๒.๒  สารคดีโอกาสพิเศษ  เป็นเรื่องที่เขียนตามเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ของแต่ละชาติ เช่น 
วันสุนทรภู่  วันวิสาขบูชา                
                 ๒.๓  สารคดีประวัติศาสตร์  เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่นำมาเขียนขึ้นเพื่อย้ำเตือนจิตสำนึกของอนุชนรุ่นหลัง  หรือให้เห็นความสำคัญ  เช่น  สงครามยุทธหัตถี  การสร้างกรุงเทพมหานคร
                
                 ๒.๔  สารคดีท่องเที่ยว  เป็นการนำเรื่องราวที่พบเห็นจากการท่องเที่ยวมาเขียนถึงในแง่มุมต่าง ๆ ตามทัศนะของตน
                
                ๒.๕  สารคดีแนะนำวิธีทำ  เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแสดงขั้นตอนการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นการทำอาหาร  การผลิตธนบัตร
                
               ๒.๖  สารคดีเด็ก  เขียนถึงเรื่องราวของเด็กในแง่มุมต่างๆ เช่น การเลี้ยงดู
การใช้แรงงานเด็ก              
               ๒.๗  สารคดีสตรี  เขียนถึงสตรีในแง่มุมต่าง ๆ
                
               ๒.๘  สารคดีเกี่ยวกับสัตว์  เขียนถึงสัตว์ในแง่ของการให้ความรู้ที่เป็นสาระ
                
               ๒.๙  สารคดีความทรงจำ  เป็นเรื่องราวของความทรงจำในอดีตที่เล่าให้ผู้อื่นเขียน  หรือเขียนเอง  เช่น  การละเล่นสมัยก่อน  การอพยพหนีสงคราม
                
              ๒.๑๐  สารคดีจดหมายเหตุ  เป็นการบันทึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์  

๓.     หลักการเขียนสารคดี

         การเขียนสารคดีมีหลักในการเขียน  ดังนี้

                   ๓.๑   การเลือกเรื่อง   เรื่องที่นำมาเขียนเป็นสารคดี  จะต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ  หรือทันสมัย  หากเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป  หรือเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต  ก็ควรนำเสนอให้น่าสนใจด้วยมุมมองที่แปลกใหม่  มีประโยชน์แก่ผู้อ่าน  และมุ่งนำเสนอข้อเขียนที่เป็นความรู้  ความคิดจากเรื่องจริง  เหตุการณ์จริง  และจะต้องเขียนให้อ่านเพลิดเพลิน  มีอรรถรส

                  ๓.๒   การตั้งชื่อเรื่อง  ควรตั้งชื่อเรื่องให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ  สะดุดหู  สะดุดตา  ควรเป็นชื่อที่เข้ายุคเข้าสมัยในปัจจุบัน  ควรหาคำที่มีความหมายกว้าง ๆ  เพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหา  แต่ชื่อเรื่องต้องตรงกับเนื้อหาด้วย  แนวทางการตั้งชื่อเรื่อง

                          -  แบบชี้นำเนื้อหา  โดยการนำความสำคัญของเนื้อหามาสรุปเป็นความคิดรวบยอดเช่น  ครูไทย...ภารกิจที่ไม่มีวันเสร็จสิ้น,  ยาบ้ามหาภัย

                          -  แบบสำบัดสำนวน  นำสำนวนแปลก ๆมาใช้ เช่น  แสนแสบแสบสยิว  สยึ๋มกึ๋ย                         
                          -  แบบคนคุ้นเคย  เหมือนผู้เขียนคุ้นเคยกับผู้อ่าน  เช่น  มาช่วยกันป้องกันเหตุร้ายกันเถอะ  การอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านจัดสรร
                         
                          -  แบบคำถาม  เช่น  จริงหรือที่เขาว่าหัวหินสิ้นมนต์ขลัง
                        
                          -  แบบชวนฉงน  เช่น  ตายแล้วฟื้น,   ตายแล้วไป....                      
 

                  ๓.๓  กำหนดจุดมุ่งหมายและแนวคิดสำคัญ    การกำหนดจุดมุ่งหมายอาจตั้งคำถามว่าต้องการเขียนให้ใครอ่าน ต้องการให้ผู้อ่านคิด/ ทำอย่างไร  ผู้เขียนต้องกำหนดแนวคิดให้ชัดเจนว่า  สารคดีเรื่องนี้ต้องการจะเสนอแนวคิดสำคัญอะไร  มีแก่นเรื่องอะไรนำเสนอแก่ผู้อ่าน  เพื่อจะได้นำเสนอเนื้อหาถ่ายทอดถ้อยคำหรือประโยคต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่แก่นเรื่องนั้น

                  ๓.๔  การหาข้อมูล  แหล่งความรู้ที่ใช้ประกอบการเขียนสารคดี  ได้แก่  หนังสือ  สารานุกรม  นิตยสาร  วารสาร  วิทยุ  โทรทัศน์  อินเทอร์เน็ต  การสัมภาษณ์  การสนทนา  และการเก็บข้อมูลภาคสนาม  เป็นต้น

                   ๓.๕  การวางโครงเรื่อง  ผู้เขียนต้องวางโครงเรื่องก่อนเขียน  เพื่อเป็นแนวทางในการเขียน  ว่าจะนำเสนอสาระสำคัญ  แยกเป็นกี่ประเด็น  ประเด็นใหญ่ ๆ มีอะไรบ้าง  ในประเด็นหลักมีประเด็นย่อย ๆ  มีตัวอย่าง  มีเหตุผล  เพื่อสนับสนุนประเด็นหลักอย่างไรบ้าง  การวางโครงเรื่องจะช่วยให้เขียนเรื่องได้โดยง่าย  ไม่สับสน  วกวน  นอกเรื่อง  ทำให้เรื่องมีเอกภาพ  มีลำดับต่อเนื่องกัน  และได้เนื้อความครบถ้วน

                  ๓.๖  การลงมือเขียน  สารคดีมีองค์ประกอบเช่นเดียวกับความเรียงทั่วไป  คือ

                          -  ความนำ / การเปิดเรื่อง                                   
                          -  เนื้อเรื่อง / การดำเนินเรื่อง
                         
                          -  ความลงท้าย / การปิดเรื่อง

                          ๓.๖.๑   ความนำ / การเปิดเรื่อง  เป็นการเปิดเรื่องบอกกล่าวให้ผู้อ่านรู้ก่อนว่าจะเขียนอะไร  เพื่อชักจูงให้ผู้อ่านสนใจ  การขึ้นความนำอาจทำได้หลายประการ  เช่น 
-  แบบสรุปเนื้อหาให้ผู้อ่านรู้ว่า  ใคร  ทำอะไร  ที่ไหน  เมื่อไร  ทำไม  
-  ขึ้นต้นจากชื่อเรื่องซึ่งเป็นเนื้อหาหลัก 
-  เรื่องในสังคมที่คนกำลังสนใจ                                     
-  คำพูดของบุคคลสำคัญ 
-  เล่าเรื่องลักษณะคล้ายนิทานแล้วโยงเข้าหาเนื้อเรื่อง 
-  เหตูการณ์สำคัญในเรื่อง                                 
-  ยกสุภาษิต  คำพังเพย  กวี  นิพนธ์  คำคม
-  ใช้ประโยคสำคัญ  ที่ปรากฏในเนื้อเรื่องมากล่าว
-  ใช้คำถาม                                                      
-  ยกเหตุการณ์เปรียบเทียบ
-  พรรณนา                                                      
-  ย้อนอดีต  โยงเข้าสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน

                          ๓.๖.๒   เนื้อเรื่อง  / การดำเนินเรื่อง   กลวิธีการดำเนินเรื่องของสารคดีอาจเป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของผู้เขียน  หรือมีการแทรกบทสนทนา  หรือบทสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง  ผู้เขียนต้องสอดแทรกความคิดเห็นของตนในเนื้อเรื่องด้วย  เนื้อเรื่องต้องมีส่วนที่เป็นใจความหลัก และส่วนขยายความให้เนื้อหาชัดเจนขึ้น  เช่น  การเสนอข้อมูลแสดงสถิติ  แสดงการเปรียบเทียบ  ตัวอย่างประกอบ  แต่อย่าให้มากเกินไป

                       ๓.๖.๓  ความลงท้าย / การปิดเรื่อง  เป็นส่วนทำให้ผู้อ่านประทับใจ  ควรเขียนให้กะทัดรัดจับใจผู้อ่าน  โดยการสรุปข้อมูล  ข้อคิด แสดงข้อคิดเห็น  คำแนะนำ  วิธีแก้ปัญหาของผู้เขียน  อย่างสร้างสรรค์  โน้มน้าวให้เกิดความร่วมมือ  สรุปให้เกิดความตระหนัก

               ๓.๗  การใช้ภาษา  ควรใช้ภาษาที่ชัดเจน  ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์  เพราะจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย  หากเป็นการใช้ศัพท์เฉพาะหรือภาถิ่นควรอธิบายความหมายไว้ด้วย  นอกจากนี้ควรใช้โวหาร  สำนวน  ภาพพจน์  ตลอดจนระดับภาษาให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง  จะเขียนแบบพรรณนา  บรรยาย  อธิบาย  หรือ โน้มน้าว ก็ได้       

                 ๓.๘  ความยาวของสารคดี  ไม่ควรมีความยาวมากเกินไป  เพราะสารคดีมีลักษณะเป็นบทเป็นตอน  ไม่ใช่ตำราหรือหนังสืออ้างอิง  จึงควรมีความยาวในการอ่านประมาณ  ๑๕  นาที

                  ๓.๙  การสร้างลีลาการเขียนเฉพาะตัว  แต่ละคนมีลักษณะและลีลาการเขียนที่แตกต่างกัน  จะเลือกแบบใดก็ได้  แต่อย่าลืมว่าผู้เขียนได้ดีต้องเป็นนักอ่านที่ดีมาก่อน  แล้วจึงเลือกหาแนวถนัดของตนเองโดยไม่เลียนแบบผู้อื่น

                  ๓.๑๐  ทบทวนและปรับปรุง  เมื่อจบเรื่องควรทบทวนดูสาระของเรื่องว่าตรงกับชื่อเรื่องที่ตั้งไว้หรือไม่  จากนั้นอ่านตรวจทานอีกครั้ง  หรือถ้าได้เก็บเรื่องที่เขียนไว้สัก  ๒ – ๓  วัน แล้วนำกลับมาอ่านตรวจอีกครั้งหนึ่ง  ก็จะยิ่งดี     

 ๔.     ภาพประกอบสารคดี

มีคำเปรียบเปรยไว้ว่า   ภาพดี ๆ เพียง ๑ ภาพ  แทนคำบรรยายได้นับ  ๑,๐๐๐ คำ  สารคดีจึงต้องมีภาพประกอบ  เพื่อให้งานเขียนสมบูรณ์  น่าเชื่อถือ  เรียกร้องความสนใจจากผู้อ่าน  ภาพประกอบสารคดีควรมีลักษณะ  ดังนี้  มีความคมชัด  เสริมให้เนื้อหาเด่น  ภาพกับเนื้อหาเป็นเรื่องเดียวกัน  เป็นภาพถ่ายจากแหล่งข้อมูลโดยตรง  มีมุมถ่ายหลายมุม  ถ้าใช้ภาพเขียนต้องให้ถูกต้องตามความเป็นจริง  มีคำบรรยายภาพที่ถูกต้อง  ชัดเจน  ภาพถ่ายมีทั้งแนวตั้ง  และแนวนอน

 ตัวอย่างสารคดี

 

 

ปลาตะเพียนใบลาน  คุณค่าของความงามในวิถีชีวิตไทย 

                                                                             โดย มานพ  ถนอมศรี

         ร่ำลือกันว่า  แม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำป่าสักในอดีตนั้นชุกชุมไปด้วยปลาชนิดหนึ่ง  ซึ่งมีลำตัวแบนหนา  ครีบสีสันงดงาม  เกล็ดที่เรียงซ้อนกันอย่างประณีตและมีสีขาว  จะกลายเป็นสีเงิน  สีทอง  ยามสะท้อนกับแสง  ไม่เพียงแต่มีรูปร่างอันวิจิตรเท่านั้น  เนื้อยังหวานอร่อยติดปาก  ติดใจจนใคร ๆ ก็ยกย่องว่าเป็นอาหารยอดนิยมอย่างหนึ่งของคนไทย มาเป็นเวลาช้านาน   แม้ว่าทุกวันนี้  ปลาชนิดดังกล่าวจะลดจำนวนลงจนเกือบจะเรียกได้ว่า  สูญพันธ์ไปจากแม่น้ำทั้งสองสายไปแล้ว  แต่รูปร่างและความงามของปลาเหล่านั้นก็ยังได้รับการถ่ายทอดออกมาเป็นงาน  ศิลปหัตถกรรมที่แสดงถึงชีวิต  ความเป็นอยู่และความเชื่อถือของคนไทย
มาเป็นเวลามากกว่า 100 ปี  คนทั่วไปเรียกสิ่งที่กล่าวถึงนี้ว่า  ปลาตะเพียนใบลาน

         ปลาตะเพียนใบลาน  ทำขึ้นครั้งแรกเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน  แต่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า  ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นที่ของชนิดนี้แขวนอยู่กับอู่กับเปล  คนสมัยก่อนเขาเรียกว่าปลาโบราณ  ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นปลาใบลาน  แล้วก็กลายเป็นปลาตะเพียนใบลานอย่างที่ได้ยินกันในทุกวันนี้        
           ด้วยเหตุที่คนไทยสมัยก่อนอยู่ในเรือและแพเป็นส่วนใหญ่  ทำให้ชีวิตผูกพันกับสายน้ำและชีวิตที่อาศัยร่วมกันอยู่ในสายน้ำ  ปลาตะเพียนเกล็ดสีเงิน  สีทอง  ที่ชุกชมอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักก็คงเป็นเพื่อนสนิทของผู้คนในสมัยนั้นด้วยเช่นกัน  ถึงขนาดเมื่อคิดจะสานเครื่องเล่นของเด็กขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง  จึงนึกถึงปลาตะเพียน

         บางกระแสบอกว่า  แขกเทศที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 100 กว่าปีก่อนเป็นผู้ริเริ่มการสานปลาตะเพียนขึ้นมาก่อน  จากนั้นจึงสอนให้ลูกหลานที่ปักหลักปักฐานอยู่ในเมืองไทย  กระทั่งสามารถทำมาค้าขายเป็นที่นิยมไปทั่วอาณาจักร

         นอกจากคนไทยสมัยก่อน  จะรู้จักปลาตะเพียนใบลานในรูปของเครื่องเล่นเด็กที่จะนำไปผูกแขวนไว้เหนือเปลแล้ว  ยังมีคนจำนวนไม่น้อยใช้ของสิ่งนี้ไปในเรื่องของความเชื่อถือ  โดยจะบอกต่อ ๆ กันว่า  ปลาตะเพียนใบลานเป็นสิริมงคล  หากนำไปแขวนไว้ตามประตูทางเข้าบ้าน  จะทำให้เงินทองไหลมาเทมา  ส่วนเด็กที่เลี้ยงดูโดยการแขวนปลาตะเพียนไว้เหนือเปล  ก็จะเติบโตขึ้นเป็นคนขยันหมั่นเพียร  ดั่งคำทำนายของชื่อปลาที่นำมาให้ดู 

         ผู้ใหญ่ที่เคยใช้ปลาตะเพียนใบลานเป็นเพื่อน  ลูกหลานบอกว่า  แต่เดิมนั้นปลาตะเพียนใบลานที่มีคนนำมาขายจะมีเพียงตัวเดียว  ผูกด้ายแขวน  ห้อยอยู่กับก้านที่ทำจากไม้สานเล็ก ๆ สีสันก็ไม่ได้ทาหรือเขียนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน  หากไม่ปล่อยเป็นสีเนื้อ  ลานก็อาจจะทาด้วยขมิ้นและลายน้ำ  จนดูเป็นสีเหลือง ๆ เท่านั้น  ต่อมาจึงเริ่มมีคนคิดทำลูกปลาตัวเล็ก ๆ ห้อยอยู่ใต้ทอง 1 ตัวบ้าง 2 ตัวบ้าง ก่อนพัฒนาขึ้นมาเป็นพวงระย้าใหญ่อย่างที่เห็นในทุกวันนี้

          ปลาตะเพียนที่เห็นกันในปัจจุบัน  เป็นปลาตะเพียนสมัยใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมสีสัน  จนแทบไม่เหลือเค้ารอยเดิมอยู่  โดยเฉพาะความสวยงามของเนื้อลานที่เนียนนุ่มและเย็นตา  แต่ในส่วนของที่เพิ่มเติมไปใหม่ก็หาใช่จะไร้เหตุผล  หรือมุ่งแต่จะตกแต่งจนฟุ่มเฟือยเพียงอย่างเดียว  ในส่วนของสีสันนอกจากจะช่วยถนอมรักษาเนื้อลานให้คงทนมากขึ้น  ยังเพิ่มความสดใสน่ามองและความรู้สึกแบบไทยยิ่งขึ้น  เพราะนอกจากจะเป็นลวดลายเครือเถาที่มีแม่แบบมาจากลายไทยแล้ว  สิ่งที่เขียนลงไปบนปลาตะเพียนใบลานเหล่านี้ยังมีเค้าเดิมของเกล็ดเงินเกล็ดทองของปลาตะเพียนที่ลอยคออยู่ในแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยามาช้านานด้วย

         พวงปลาตะเพียนใบลานในวันนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนต่าง ๆ หลายอย่าง  ได้แก่  กระโจมปลา แม่ปลา  กระทงเกลือ  ปักเป้า  ลูกปลา  และใบโพธิ์

         กระโจมปลาเป็นส่วนบนสุดของพวงปลาตะเพียนใบลาน  มีลักษณะคล้ายดาว  มี 8 แฉก  ใช้เป็นที่ห้อยแม่ปลาและแขวนพวงปลาไว้กับเพดาน

         กระโจมปลาจะเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับแม่ปลา  ถ้าแม่ปลาตัวใหญ่  ก็ต้องทำกระโจมปลาตัวใหญ่  ตามไปด้วย

            สำหรับแม่ปลานั้นโดยทั่วไปแล้วมักจะทำที่มีขนาดใหญ่เท่าของจริง  คือประมาณ 30  เซนติเมตร  โดยเอาส่วนตัวที่สานขึ้นกับส่วนหางที่พับไว้มาติดกันแล้วเย็บด้วยด้าย  ความจริงการทำแม่ปลากับลูกปลา ก็แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน  เพียงแต่เปลี่ยนไปใช้ใบลานที่มีขนาดเล็กลง  กับไม่ต้องทำครีบเล็กตรงโคนหางเท่านั้น

         กระทงเกลือซึ่งมีรูปร่างคล้ายดาว  5  แฉก  มีไว้สำหรับตกแต่งให้พวงปลาสวยงามมากขึ้น   และไม่ทำให้แม่ปลาและลูกประหลาดูโล้นเกินไป  โดยใช้คู่กับปักเป้าซึ่งเป็นเม็ดรูปร่างคล้าย 4 เหลี่ยม  ซึ่งมีหน้าที่ปิดบังเส้นด้ายที่ร้อยอยู่ไม่ให้ดูขัดตา  ใบโพธิ์นั้นถึงจะทำหน้าที่ปิดเส้นด้ายเช่นเดียวกัน  แต่ก็อยู่ในตำแหน่งสุดท้ายของเส้นด้าย  ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้มองไม่เห็นด้ายที่ไม่ต้องการแล้ว  ยังทำให้เกิดการปะทะลมพาลูกปลาไหวโยนไปมาเหมือนกำลังแหวกว่ายอยู่ในน้ำ

            โดยทั่วไปพวงปลาตะเพียนใบลานมีอยู่  3  แบบ  ขนาดเล็กสุดมีแม่ปลา 1 ตัว  ลูกปลา 6 ตัว ขนาดกลาง  มีแม่ปลา 1 ตัว  ลูกปลา 9 ตัว  ส่วนขนาดใหญ่สุดมีแม่ปลา 1 ตัว  ลูกปลา 12 ตัว

         ก่อนที่จะนำแม่ปลาและลูกปลาพร้อมทั้งเครื่องตกแต่งนั้นมาประกอบเข้าด้วยกัน  จะต้อง  ทาสี  เขียนลวดลาย  เสียก่อน  สีที่นิยมกันมากที่สุดคือ  สีแดง  เพราะให้ความรู้สึกเก่าแก่และเป็นคนไทย ส่วนสีม่วง  สีน้ำเงิน  สีขาว  สีเหลือง  ก็ทำกันด้วย  เพราะคนสมัยใหม่ไม่ชอบสีแดงเพียงอย่างเดียว

         ลวดลายที่นำมาเขียนหากเป็นเกล็ดปลาก็มักจะใช้ลายต้นสน  ส่วนหางก็มีทั้งลายดอกไม้  ลายผักชี  และลายอื่นสุดแต่จะนึกขึ้นได้  แต่ที่สำคัญและจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นอันขาด  ก็คือสีที่นำมาเขียนลายและตัดเส้นส่วนใหญ่จะต้องเป็นสีเงินหรือสีทองเท่านั้น  สีอื่น ๆ จะไม่นำมาใช้เลย  เพราะทำให้ขาดความงดงามของปลาตะเพียนไป      วัสดุที่นำมาสานปลาตะเพียน  ที่จริงแล้วมีอยู่หลายอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นใบตองสดหรือแห้ง  ใบมะพร้าว  ใบจาก  และใบตาล  แต่ก็ไม่นิยมทำกันเท่ากับใบลานด้วยลานเป็นใบไม้ที่มีความเหนียวและทนทานมากกว่าใบไม้ชนิดอื่น  นอกจากนั้นใบอ่อนเมื่อแห้งสนิทจะมีสีนวลนุ่มตา  มองดูสะอาดสะอ้าน  น่าจับต้องและงดงามมาก        

       ก่อนที่จะมีการทาสีและเขียนลวดลายลงบนปลาตะเพียนที่สานขึ้น  ก็ใช้สีของใบลานอ่อนที่แห้งสนิทแล้ว  ต่อมาแม้ว่าจะทาสีทับใบลานที่สานแล้ว  ก็ยังคงใช้ใบลานอ่อนอยู่นั่นเอง  ด้วยมีความนิ่มอ่อน  สะดวกในการสาน  ใบลานเหล่านี้แต่เดิมมีอยู่ทั่วไป  แต่ต่อมาถูกตัดทำลายและนำไปใช้งานมากขึ้นจนลดลงอย่างรวดเร็ว  ทำให้เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยที่บ้านทับลานและหมู่บ้านใกล้เคียง  ในอำเภอนาดี  จังหวัดปราจีนบุรี

         ใบลานก่อนที่จะนำมาใช้ในการสานปลาตะเพียนหลังจากตัดยอดอ่อนมาจากต้นลานแล้ว  จะทอนออกเป็นท่อนๆละประมาณ 70 เซนติเมตร จากนั้นจึงฉีกออกเป็นคู่ ๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิทเป็นเวลา 3 หรือ 4 แดด  ก่อนลงมือสานจะต้องนำมาเลียดให้ได้ขนาดเล็กใหญ่ตามต้องการเสียก่อน  ลานที่มีขนาดเท่ากันและเป็นเส้นตรงจะทำให้การสานปลาตะเพียนสะดวกง่ายขึ้น

         นอกจากทาสีเขียนลวดลายแล้ว  อาจจะย้อมสีใบลานเสียใหม่ก็ได้  ซึ่งก็สุดแต่ว่าจะนำไปใช้งานอะไรและมีความจำเป็นแค่ไหน  แต่โดยปกติมีน้อยนัก ที่คนทั่วไปจะชอบปลาตะเพียนที่มีสีเป็นเนื้อลานด้วยรู้สึกว่ายังไม่เสร็จ  แม้ว่าปลาตะเพียนใบลานจะเป็นของเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาติอย่างมากมายมหาศาลเพียงใด  แต่ปัจจุบันจำนวนผู้ประกอบอาชีพสานปลาตะเพียนจำหน่ายก็ลดน้อยลง  จากทุกครอบครัวในจำนวนกว่า 30 หลังคาเรือนของชาวบ้านตำบลท่าวาสุกรี  อันเป็นตำบลเล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ถือว่าเป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน  เหลือเพียงบางครอบครัวเท่านั้นที่ยังคงทำงานนี้ต่อไปด้วยความอดทน  เพราะรายได้ไม่คุ้มกับการทำงาน

          100  กว่าปีที่ปลาตะเพียนใบลานยืนหยัดมาคงไม่ใช่เพราะความงดงามของ
การสอดสานใบลานให้เกิดเป็นรูปทรงปลาที่คนไทยรักเพียงอย่างเดียว  ความสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่แทรกอยู่กับพวงปลาตะเพียน  น่าจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สิ่งดีสิ่งนี้เป็นที่นิยมต่อไป  โดยเฉพาะในเรื่องของความรักระหว่างแม่และลูก
ที่ปรากฏอยู่ในเครื่องเล่นของเด็กไทยชิ้นนี้อย่างล้นเปี่ยม

         แม่ที่เฝ้าระวังลูกอยู่ทุกลมหายใจไม่ว่าจะเป็นแม่ปลาตะเพียนหรือมนุษย์

........................................................................................................................................................

 แหล่งข้อมูล

ถวัลย์  มาศจรัส.  การเขียนเชิงสร้างสรรค์เพื่อการศึกษาและอาชีพ  ตาม พ.ร.บ.
        การศึกษาแห่งชาติ  และ
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์   
        ธารอักษร,  2545.
ถวัลย์  มาศจรัส.  ตัวอย่างการเขียนเรื่องสั้นบันเทิงคดี  และสารคดีสำหรับเด็กและ
        เยาวชน.
  พิมพ์ครั้งที่ 2.   กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ธารอักษร,  2544.
ประพนธ์  เรืองณรงค์  และคณะ.  กลุ่มสาระการเรียนรู้  ภาษาไทย  ช่วงชั้นที่ ๔  
        (ม.๔-๖)     สาระที่ ๑-๓  เล่ม ๑. 
กรุงเทพฯ  :  สำนักพิมพ์ประสานมิตร,  ๒๕๔๕.
พรทิพย์  ศิริสมบูรณ์เวช  และคณะ.  หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน  ภาษาไทย         กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖.  กรุงเทพ ฯ :  สำนักพิมพ์  บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ  (พว.),           ๒๕๔๘.

ภาสกร  เกิดอ่อน  และคณะ.  หนังสือเรียน  สาระการเรียนรู้พื้นฐาน  กลุ่มสาระ
          การเรียนรู้ภาษาไทย  ม.๖  เล่ม ๑  ช่วงชั้นที่ ๔. 
พิมพ์ครั้งที่   ๒.                            กรุงเทพฯ       สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์,     ๒๕๔๘.

เสนีย์  วิลาวรรณ.  หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน  ชุดพัฒนาทักษะภาษา  
            ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เล่ม ๕. 
         กรุงเทพ ฯ  :  สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช. 

edit @ 27 Nov 2012 11:41:49 by sirimajan