การเขียนบันเทิงคดี

posted on 12 Dec 2011 20:30 by sirimajan

                         การเขียนบันเทิงคดี



 

    แหล่งข้อมูล    http://203.172.198.146/other_web/Thai/Thai03/write7.html

 


 ความหมายของบันเทิงคดี

          บันเทิงคดี (Ficttion) หมายถึง เรื่องสมมติที่สร้างขึ้นมาอย่างมีจินตนาการและอารมณ์ มุ่งให้ความเพลิดเพลินเป็นใหญ่ แต่ก็ให้ความรู้ด้วย มีหลายรูปแบบ เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร ฯลฯ บันเทิงคดีจึงเป็นงานเขียนที่ผู้เขียนมีเจตนานให้ผู้อ่านได้รับความเพลิดเพลินจากการอ่านโดยมีเกร็ดความรู้ ข้อคิด คติธรรม และประสบการณ์ชีวิตแทรกอยู่ในเรื่องนั้น ๆ
          การเขียนบันเทิงคดีนั้น ผู้เขียนจะต้องมีจินตนาการ มีความสามารถคิดเรื่องที่สนุกน่าสนใจ มีศิลปะในการใช้ภาษา มีประสบการณ์ มีความเข้าใจชีวิต มีความรู้รอบตัวในศาสตร์ต่างๆ อย่างดี จึงจะเขียนบันเทิงคดีได้น่าอ่านและมีสารประโยชน์

 องค์ประกอบของบันเทิงคดี

          บันเทิงคดีมีองค์ประกอบที่สำคัญ ๖ ประการ คือ
๑. สารัตถะของเรื่อง (Theme)
๒. โครงเรื่อง (Plot)
๓. ตัวละคร (Character)
๔. บทสนทนา (Dialoque)
๕. ฉาก (Setting)
๖. บรรยากาศ (Atmosphere)

๑. สารัตถะของเรื่อง (Theme) หรือเรียกว่า "แก่นเรื่อง" หรือ "แนวคิดของเรื่อง" หมายถึง ความคิดสำคัญของเรื่อง หรือเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอแก่ผู้อ่าน

๒. โครงเรื่อง (Plot)
คือ เหตุการณ์ที่จัดเรียงลำดับและเป็นเหตุเป็นผลกัน เหตุการณ์หนึ่งเป็นผลให้เกิดเหตุการณ์หนึ่ง หรือหลายๆ เหตุการณ์สืบตามมา โครงเรื่องที่ดีจะต้องเกิดจากความขัดแย้ง
          การเขียนโครงเรื่องนั้น หากเรื่องใดไม่เกิดความขัดแย้ง เหตุการณ์ต่าง ๆ ราบรื่นไปหมด เรื่องนั้นก็เป็นเพียงเรื่องเล่าจืดชืดไม่น่าสนใจ ความขัดแย้งจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ การเขียนเรื่องโดยทั่วไปมีวิธีการดังนี้

๒.๑ การเปิดเรื่อง (The Opening) คือ การเริ่มเรื่อง เหมือนกับส่วนนำเรื่องในการเขียนสาระคดี เป็นส่วนที่กระตุ้นจูงใจ สร้างความสนใจให้ผู้อ่าน การเปิดเรื่องโดยทั่วไป มีวิธีการดังนี้

๒.๑.๑ เปิดเรื่องโดยการบรรยายฉาก
๒.๑.๒ เปิดเรื่องโดยการบรรยายตัวอักษร
๒.๑.๓ เปิดเรื่องโดยการบรรยายเหตุการณ์
๒.๑.๔ เปิดเรื่องโดยการใช้บทสนทนา
๒.๑.๕ เปิดเรื่องโดยการใช้ตัวละครเล่าเรื่อง

๒.๒ การผูกปม (Complication) คือ การสร้างข้อขัดแย้งให้เกิดขึ้นกับตัวละครหรือเหตุการณ์ในเรื่อง เป็นการนำปัญหาหรืออุปสรรคมาเสนอ เพื่อให้ตัวละครได้แสดงปฏิกิริยาต่อปัญหา และหาทางออก การผูกปมหรือขัดแย้งจะต้องมีความน่าสนใจสมเหตุสมผล ท้าทายความรู้สึกอารมณ์ของผู้อ่าน

๒.๓ การหน่วงเรื่อง (Suspense) คือ การดำเนินเรื่องโดยให้ตัวละครแสดงพฤติกรรมต่างๆ ในการแก้ปัญหาหรือต่อสู้กับอุปสรรค พฤติกรรมของตัวละครควรจะมีความเข้มข้นโดยลำดับ เพื่อนำไปสู่สุดยอดของเรื่อง ถ้าผู้เขียนเสนอเหตุการณ์หรือพฤติกรรมของตัวละครไปเรื่อยๆ โดยขาดความเข้มข้นตามลำดับเหตุการณ์ ถือว่าเป็นการหน่วงเรื่องที่น่าเบื่อ ไม่มีความกระชับในการดำเนินเรื่อง

๒.๔ จุดสุดยอด (Climax) คือ จุดที่เข้มข้นที่สุดของเหตุการณ์ หรือเป็นเงื่อนงำของเนื้อเรื่อง เป็นยอดที่สุดของอารมณ์และความสนใจ จุดสุดยอดที่ดีจะต้องสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับผู้อ่าน

๒.๕ การคลายปม (Denovement) คือ การขยายความลับหรือคลี่คลายปัญหาของเรื่อง ให้ผู้อ่านเข้าใจเหตุการณ์หรือปมปัญหาต่างๆ การคลี่คลายปมปัญหาจะต้องมีความสมเหตุผล ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง แสดงความคิดที่แยบยล มิใช่คลี่คลายปมแบบตื้นเขิน หรือขาดเหตุผล

๒.๖ การปิดเรื่อง (Close หรือ Conclusion) คือ การจบเรื่องเหมือนส่วนสรุปของการเขียนสารคดี การปิดเรื่องที่ดีมีศิลปะจะต้องสร้างความประทับใจให้แก่ผู้อ่าน ซึ่งการปิดเรื่องโดยทั่ว ๆ ไป มีดังนี้

๒.๖.๑ การปิดเรื่องแบบธรรมดา
๒.๖.๒ ปิดเรื่องแบบหักมุม
๒.๖.๓ ปิดเรื่องแบบทิ้งปัญหาให้ผู้อ่านขบคิด

๓. ตัวละคร (Character) คือ ตัวบุคคล สัตว์หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ผู้เขียนสร้างขึ้นให้มีบทบาทมีชีวิต มีวิญญาณ แสดงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อให้เหตุการณ์ดำเนินไป ตามเรื่องราวที่วางไว้ ซึ่งผู้เขียนควรคำนึงถึงตัวละครในสิ่งใดต่อไปนี้

๓.๑ ประเภทของตัวละคร ซึ่งแบ่งออกตามบทบาทความสำคัญในการดำเนินเรื่องได้ ๒ ประเภท คือ

๓.๑.๑ ตัวเอกของเรื่อง (Main Character) คือ ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินเรื่อง เป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ตัวละครเอกอาจเป็นคน สัตว์เทพเจ้า ภูตผีปีศาจ หรือ สิ่งสมมติใด ๆ ก็ได้ เพศหรือวัยใดก็ได้ มีอุปนิสัยดีหรือไม่ดีก็ได้ สิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องเป็นตัวดำเนินเรื่อง

๓.๑.๒ ตัวประกอบ (Minor Character) คือ ตัวละครที่มีบทบาทรองลงไปจากตัวเอกของเรื่อง เป็นตัวละครที่ช่วยให้การดำเนินเรื่องของตัวเอก ดำเนินไปอย่างเหมาะสมตามเหตุการณ์ในเรื่อง

๓.๒ ลักษณะนิสัยของตัวละคร โดยทั่วไปมี ๒ ลักษณะ คือ

๓.๒.๑ ตัวละครที่เป็นแบบตายตัว (Typed Character) คือ ตัวละครที่มีลักษณะปรากฏเด่นชัดเพียงด้านเดียว แสดงนิสัยเพียงแง่มุมเดียว ดีอย่างเดียว หรือร้ายอย่างเดียว เป็นการสร้างตัวละครอย่างง่ายๆ ซึ่งผู้อ่านมักคาดเดาการกระทำของตัวละคร และเหตุการณ์ของเรื่องได้ง่าย

๓.๒.๒ ตัวละครที่มีลักษณะซับซ้อน (Wellrounded Charater) คือ ตัวละครที่มีลักษณะซับซ้อน เข้าใจยาก สร้างได้ยากกว่าตัวละครแบบตายตัว มีลักษณะสมจริงเหมือนคนในชีวิตจริง ซึ่งมีทั้งส่วนดี และส่วนบกพร่อง ต้องติดตามศึกษาโดยละเอียด จึงสามารถเข้าใจได้ ตัวละครประเภทนี้มักมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนานิสัยใจคอ ตลอดจนทัศนคติได้เมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ มากระทบ ในตอนต้นเรื่องอาจเป็นคนดี ต่อมาอาจกลายเป็นคนเลว เพราะมีปัจจัยเหตุปัจจัยบางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวละครแบบนี้จะทำให้เรื่องน่าสนใจ มีคุณค่าและชวนติดตาม

๓.๓ การตั้งชื่อตัวละคร ควรตั้งให้เหมาะสมกับเพศ วัย สถานะ บทบาท และหน้าที่ของตัวละครในเรื่อง ตัวละครที่เป็นตัวเอก ควรตั้งชื่อที่ฟังง่าย คมคาย น่าสนใจ ตัวละครที่เป็นชาวบ้านใช้ชื่อว่า ลุงวิษณุ พ่อเฒ่าศรุต หรือคุณยายพวงแข ก็ฟังดูขัดแย้งไม่เหมาะกับตัวละคร

๓.๔ การกำหนดบุคลิกของตัวละคร ต้องให้สอดคล้องกับเพศ วัย สถานะ บทบาท และหน้าที่ของตัวละคร และสอดคล้องกับการดำเนินเรื่อง เช่น สร้างให้ตัวเอกรูปร่างหน้าตาดี มีความคิด มีความกล้าหาญ สร้างให้ตัวประกอบที่เป็นคนจนรูปร่างผอม ซูบซีด ขี้โรค ซื่อ มักขลาดเขลา แต่ถ้าสร้างให้ตัวเอกมีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ ทะลึ่ง หลุกหลิก และขี้ขลาด หรือคนจนรูปร่างอ้วนท้วม ผิวผ่อง พูดจาฉะฉาน ก็ไม่เหมาะสมกับเหตุผลและข้อเท็จจริง

๔. บทสนทนา (Dialoque) คือ คำพูดของตัวละครแต่ละตัว บทสนทนานับเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่องบันเทิงคดีได้ประการหนึ่ง เพราะช่วยให้ผู้อ่านได้ทราบถึง แนวคิดของผู้แต่ง ทราบถึงบุคลิกลักษณะของตัวละคร ข้อขัดแย้งระหว่างตัวละคร ภูมิหลังและรายละเอียดต่างๆ ได้ โดยที่ผู้แต่งไม่ต้องบรรยาย หรือพรรณนาความให้ยืดยาว นอกจากนี้ยังทำให้ผู้อ่านได้รับความเพลิดเพลินไปพร้อมกันด้วย
บทสนทนาที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

๔.๑ มีความสมจริง คือ สมจริงตามเพศ วัย อาชีพ สถานะ บทบาท และหน้าที่ของตัวละคร ถ้าตัวละครเป็นผู้ดี มีการศึกษาก็ควรใช้ภาษาที่สุภาพ ตัวละครที่เป็นชาวบ้านมีการศึกษาน้อย อยู่ในสถานะและสังคมที่ไม่ดีก็ใช้ภาษาที่เป็นภาษาตลาดได้ตามความเหมาะสม

๔.๒ ช่วยดำเนินเรื่อง คือ บทสนทนาของตัวละครจะช่วยให้ผู้อ่านรู้ว่าตัวละครจะทำอะไร และเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างไร โดยไม่ต้องบอกด้วยการบรรยายตรงๆ ในฉาก ช่วยให้การดำเนินเรื่องกระชับไม่ยืดยาด เป็นวิธีการดำเนินเรื่องที่แนบเนียน ไม่สร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้อ่าน

๔.๓ ช่วยบอกลักษณะนิสัยของตัวละคร ด้วยการสอดแทรกลักษณะนิสัยของตัวละครลงไปในบทสนทนา ช่วยให้เรื่องกระชับโดยไม่ต้องบรรยายลักษณะตัวละครตรงๆ

๔.๔ มีจุดมุ่งหมายและสารประโยชน์ บทสนทนาแต่ละวรรคแต่ละตอน ต้องมีจุดมุ่งหมายว่า ให้ตัวละครสนทนาในเรื่องใด เพื่ออะไร มีเนื้อหาที่เป็นสารประโยชน์สะท้อนความคิดของผู้เขียน หรือความคิดของเรื่อง โดยอาศัยตัวละครเป็นผู้พูด อย่าสร้างบทสนทนาโดยเด็ดขาด จุดมุ่งหมายและสารประโยชน์ เพราะจะทำให้เรื่องน่าเบื่อ

๔.๕ บทสนทนาต้องอยู่ในเครื่องหมายคำพูด และมีคำอธิบายประกอบบทสนทนาตามสมควร คำบรรยายประกอบบทสนทนา ควรมีคุณค่าในการเสริมบรรยากาศของการสนทนานั้นๆ ช่วยในการเน้นบุคลิกลักษณะของตัวละคร หรือช่วยในการดำเนินเรื่อง ไม่ควรเขียนคำบรรยายตื้นๆ ซึ่งรู้ได้เข้าใจดีอยู่แล้ว การเขียนคำบรรยายประกอบการสนทนานั้น ควรเขียนให้พอเหมาะ ไม่จำเป็นต้องเขียนบรรยายทุกถ้อยคำ ที่ตัวละครพูด ควรเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ใช้จินตนาการบ้างตามสมควร

๕. ฉาก (Setting) คือ การบรรยายภาพสถานที่ เวลา และสภาพแวดล้อมที่ปรากฏในเหตุการณ์ของเรื่อง เป็นการสร้างอารมณ์จินตนาการให้กับผู้อ่าน ช่วยให้ผู้อ่านเพลิดเพลิน มีอารมณ์ร่วมกบตัวละคร และคาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องได้
          การบรรยายฉาก ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง มีความถูกต้องสมจริง มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ มีความแจ่มชัดเป็นระเบียบ ไม่สับสน ใช้ภาษาประณีตด้วยภาพพจน์และโวหารต่าง ๆ อย่างเหมาะสม โดยทั่วไปมักนิยมใช้พรรณนาโวหาร

๖. บรรยากาศ (Atmosphere) คือ การบรรยายอารมณ์ความรู้สึก องค์ประกอบต่างๆ ของฉากและตัวละคร เพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึกแก่ผู้อ่าน

 

 

 

ประเภทของการเขียนบันเทิง

          การเขียนบันเทิงอาจแบ่งได้หลายประเภทดังนี้

การเขียนนิทาน

          นิทาน คือ เรื่องเล่าสืบต่อกันมา เป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุด กล่าวกันว่านิทานมีกำเนิดพร้อม ๆ กับครอบครัวของมนุษยชาติ มูลเหตุที่มาแต่เริ่มแรก คงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้วเล่าสู่กันฟัง มีการเพิ่มเติมเสริมแต่งให้พิสดารมากยิ่งขึ้น จนห่างไกลจากเรื่องจริง กลายเป็นนิทานไป
          การเขียนนิทาน เป็นการเขียนจากจินตนาการ ผู้เขียนจะต้องมีศิลปะในการเขียน โดยเขียนให้สนุกและมีคุณค่าแก่ผู้อ่าน
          องค์ประกอบของนิทาน

๑. แนวคิดหรือแกนของเรื่อง หรือสารัตถะของเรื่อง แนวคิดของเรื่องนิทาน มักเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ง่ายไม่ลึกซึ้งนัก เช่น แนวคิดเรื่องแม่เลี้ยงข่มแหงลูกเลี้ยง การทำความดีจะได้ผลดีตอบสนอง

๒. โครงเรื่องของนิทาน มักสั้น กะทัดรัด เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นลักษณะเรื่องเล่าธรรมดา โดยดำเนินเรื่องไปตามลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง

๓. ตัวละคร ไม่ควรมีหลายตัว เพราะเป็นเรื่องสั้น ๆ จะน่าอ่านกว่า เรื่องยาวๆ ตัวละครอาจเป็นคน สัตว์ เทพเจ้า นางฟ้า มนุษย์ อมนุษย์ ฯลฯ

๔. ฉาก เป็นภาพจินตนาการที่ผู้เขียนสร้างขึ้น ให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง

๕. ถ้อยคำหรือบทสนทนาที่ตัวละครในเรื่องพูดกัน ควรใช้ภาษาที่กะทัดรัด เข้าใจง่ายสนุกสนานชวนติดตาม

๖. คติชีวิต นิทานที่ดีต้องมีข้อคิดเกี่ยวกับชีวิต สังคม และวัฒนธรรม เพื่อเป็นการปลูกฝังคุณธรรมแก่ผู้อ่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เยาว์ ดังนั้น ในตอนท้ายของนิทานมักสรุปคติชีวิตให้เป็นเครื่องเตือนใจผู้อ่านด้วย

........................................................................................................................

  

 การเขียนบทละคร

          บทละครเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นเพื่อใช้ในการแสดงละคร มีองค์ประกอบเช่นเดียวกับการเขียนเรื่องสั้นหรือนวนิยาย แต่ต่างกันที่วัตถุประสงค์ คือ บทละครนั้นแต่งขึ้นเพื่อการแสดง แต่เรื่องสั้นและนวนิยายแต่งขึ้นเพื่อการอ่าน เรื่องสั้นหรือนวนิยายบางเรื่อง อาจดัดแปลงมาเป็นบทละครได้
          บทละครไทยแต่เดิม แต่งเป็นร้อยกรอง เรียกว่า "กลอนบทละคร" ซึ่งเล่นเป็นละครรำ อันได้แก่ ละครชาตรี ละครนอน ละครใน แต่ต่อมาได้ปรับรูปแบบละคร พูดจากวัฒนธรรมตะวันตก จึงได้มีการแปลและดัดแปลงบทละครพูดจากภาษาอังกฤษ มาเป็นบทละครภาษาไทย ในสมัยพระบาทสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชสยาม มกุฎราชกุมาร (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) โปรดการละครพูดมาก ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครพูดไว้หลายสิบเรื่อง ทั้งยังเป็นองค์แสดงและตั้งคณะละครศรีอยุธยารมย์ขึ้น
          ในสมัยพระบาทสมเด็จเกล้าเจ้าอยู่หัว การละครพูดรุ่งเรืองมาก ด้วยพระปรีชาสามารถในการละครพูดพระองค์จึงได้รับการถวายสมญาว่า "บิดาแห่งละครพูด"
บทละครนั้นมีมากมายหลายชนิด เช่น บทละครรำ อันได้แก่ บทละครชาตรี บทละครนอก บทละครใน บทละครพันทาง บทละครดึกดำบรรพ์ นอกจากนี้ยังมีบทละครร้อง บทละครพูด บทละครโทรทัศน์ และบทภาพยนตร์ เป็นต้น
          ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะบทละครพูด เพื่อเป็นแนวทางที่จะศึกษาและพัฒนาการเขียน บทละครประเภทอื่น ๆ ต่อไป

          องค์ประกอบของบทละครพูด
๑. แนวคิดหรือแกนของเรื่อง
๒. โครงเรื่อง
๓. ตัวละคร
๔. ฉาก
๕. บทสนทนา
๖. บรรยากาศของเรื่อง


 การเขียนนวนิยาย

          นวนิยายเป็นเรื่องสมมติที่เขียนอย่างสมจริง มีโครงเรื่องซับซ้อน เสนอแนวคิดได้กว้างขวางกว่าเรื่องสั้น มีตัวละครหลายตัว ดำเนินเรื่องได้ยาว ให้รายละเอียดของฉากและตัวละครได้มากกว่าเรื่องสั้น ซึ่งชนิดของนวนิยายอาจจำแนกได้ดังนี้

๑. นวนิยายสำรวจโลก
๒. นวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ (อิงประวัติศาสตร์)
๓. นวนิยายลูกทุ่ง
๔. นวนิยายใช้ฉากในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่
๕. นวนิยายมหัศจรรย์
๖. นวนิยายชีวประวัติหรืออัตชีวประวัติ
๗. นวนิยายแนวจิตวิทยา
๘. นวนิยายมนุษยธรรม
๙. นวนิยายนักสืบและอาชญากรรม
๑๐. นวนิยายโรแมนติก
๑๑. นวนิยายระหว่างชาติ
๑๒. นวนิยายชีวิตครอบครัว

          องค์ประกอบของนวนิยาย
๑. แนวคิดของแกนของเรื่อง
๒. โครงเรื่องมีลักษณะซับซ้อน
๓. ตัวละคร
๔. ฉาก
๕. ถ้อยคำหรือบทสนทนา

 

การเขียนเรื่องสั้น

          เรื่องสั้นเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่ง ที่พัฒนาขึ้นจากอิทธิพลของงานเขียนทางประเทศตะวันตก โดยเขียนขึ้นจากจินตนาการซึ่งมีความสมจริง (Realistic) มีขนาดสั้น ใช้ตัวละครน้อย ดำเนินเรื่องรวดเร็วและมีจุดมุ่งหมายเดียว เรื่องสั้นเรื่องแรกของไทย คือ เรื่อง "นายจิตรกับนายใจสนทนากัน" ของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) ลงพิมพ์ในหนังสือดรุโณวาทราวปี พ.ศ.๒๔๑๗ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ผู้นี้นับว่าเป็น ผู้มีบทบาท เป็นอย่างมาก ในการสร้างสรรค์เรื่องบันเทิงคดีสมัยใหม่ และเรื่องสั้นยุคบุกเบิกซึ่งเปลื้อง ณ นคร ได้แบ่งเรื่องสั้นออกเป็น ๔ ชนิด คือ

๑. เรื่องสั้นชนิดผูกเรื่อง (Plot story)
๒. เรื่องสั้นชนิดเพ่งเล็งที่จะแสดงลักษณะของตัวละคร (Charater Story)
๓. เรื่องสั้นชนิดที่ถือฉากเป็นส่วนสำคัญ (Atmosphere Story)
๔. เรื่องสั้นชนิดที่แสดงแนวความคิดเห็น (Theme Story)

           องค์ประกอบของเรื่องสั้น

๑. แนวคิดหรือแกนของเรื่อง
๒. โครงเรื่องต้องมีลักษณะกะทัดรัด
๓. ตัวละคร
๔. ฉากต้องมีความสมจริง
๕. ถ้อยคำหรือบทสนทนา

          การเขียนเรื่องสั้นนั้น ผู้เขียนจะเลือกเขียนในแนวใดก็ขึ้นอยู่กับความถนัด ประสบการณ์ อุปนิสัย และอารมณ์จินตนาการ เพราะแต่ละคน ย่อมมีความ แตกต่างกัน จงสำรวจตัวเองด้วยการอ่านงานเขียนให้กว้างขวาง หลายแบบ หลายแนว หลายผู้เขียน แล้วจะพบว่าเราชอบแนวใด จากนั้นก็ลองเขียนเลียนต้นแบบ ในเบื้องต้น เมื่อเห็นว่าสามารถทำได้อย่างนั้น ก็ค่อยพัฒนางานและสร้างเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมาใหม่
          ผู้ที่หัดเขียนเรื่องใหม่ ๆ ต้องอ่านหนังสือให้มาก เพราะการอ่านกับการเขียนเป็นทักษะที่สัมพันธ์กัน และตระหนักว่า ไม่มีนักเขียนคนใด จะสร้างงานเขียน ของตนเองได้ โดยไม่อ่านหนังสือ


 

นวนิยาย

posted on 10 Dec 2011 21:52 by sirimajan
   นวนิยาย
 
 

         นวนิยาย  เป็นรูปแบบหนึ่งของ วรรณกรรม ลายลักษณ์ แต่งในรูปของ ร้อยแก้ว
มีลักษณะแตกต่างจากเรื่องแต่งแบบเดิม ที่เรียกว่า นิยาย หรือ นิทาน ที่เรียกว่า “นวนิยาย”
ก็เพราะถือเป็นนิยายแบบใหม่(Novel)ตามแบบตะวันตกนั่นเอง อย่างไรก็ตามในภาษาพูด
โดยทั่วไปนิยมเรียกว่า “นิยาย” ซึ่งกะทัดรัดกว่า
         นวนิยายนั้น เป็นเรื่องราวที่มีลักษณะสมจริงมากกว่านิทานหรือนิยายแบบเดิม
บางครั้งอาศัยฉากหรือเหตุการณ์จริง หรืออิงความเป็นจริง มีบทสนทนา และบรรยายเหตุการณ์อย่างปุถุชนทั่วไป
          กำเนิดของนวนิยายและเรื่องสั้นในประเทศไทยเกิดพร้อมกับการรับอิทธิพล
ด้านวัฒนธรรมอื่นๆ จากชาติตะวันตก ในปี พ.ศ. 2378 คณะมิชชันนารีอเมริกันได้นำ
เทคนิควิทยาการการพิมพ์เข้ามาในประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทยเกิดเมื่อ
ปีพ.ศ. 2400 ชื่อ “ราชกิจจานุเบกษา” และทำให้เกิดหนังสือพิมพ์ตามมากอีกหลายฉบับ
         สำหรับการแต่งนวนิยายเป็นเรื่องแรกนั้น ผู้รู้หลายท่านมักจะกล่าวว่าเรื่อง “สนุกนิ์นึก” ซึ่งแต่งโดยกรมหลวงพิชิตปรีชาการ   ซึ่งตีพิมพ์หนังสือวชิรญาณวิเสศ   ( แผ่น 28 วันที่ 6 เดือน 8 ปีจอ อัฐศก 1248) เป็นเรื่องแต่งที่มีแนวโน้มจะเป็นนวนิยายเรื่องแรกของไทย
ที่แต่งเลียนแบบนวนิยายตะวันตก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็แต่งได้เพียงตอนเดียวก็ถูกระงับ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหากระทบกระเทียบต่อศาสนาในสมัยนั้น นวนิยายเต็มเรื่อง
เรื่องแรกของไทยเป็นนวนิยายแปลเรื่อง “ความพยาบาท” ที่ แม่วัน แปลมาจากหนังสือ
ชื่อ vandetta ของ Marie corelli ซึ่งตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในหนังสือ ลักวิทยา ในช่วงปี
พ.ศ. 2445 และหลังจากนั้น ก็สร้างแรงจูงใจให้ “ครูเหลี่ยม” เขียนนวนิยายไทยที่เป็น
เนื้อเรื่องแบบไทยแท้ล้อเลียนเรื่องแปลของแม่วัน โดยใช้ชื่อว่า “ความไม่พยาบาท” ในปี
พ.ศ. 2458
 

            งานเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายมีวิวัฒนาการเรื่อยมา จนกระทั่งช่วง พ.ศ. 2471-2472 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลา ที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งของประวัติวรรณคดีไทย เนื่องจากเป็นช่วงเวลา
ที่เกิดนักเขียนซึ่งทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจ ให้มีการเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายในยุคต่อมา คือ ในปี พ.ศ. 2471 กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา แต่ง “ลูกผู้ชาย” ซึ่งได้รับความนิยมมาก พ.ศ. 2472 ดอกไม้สด แต่ง “ศัตรูของเจ้าหล่อน” และ หม่อมเจ้าอากาศ ดำเกิงรพีพัฒน์ แต่ง “ละครแห่งชีวิต”

        นักเขียนทั้งสามท่านเขียนเรื่องราวออกมาโดยใช้พลอตหรือแนวเรื่องแตกต่างจากนวนิยายต่างประเทศในสมัยนั้น  ทำให้นักเขียนทั้งสามท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ริเริ่ม
ในการเขียน  ซึ่งวางโครงเรื่องเป็นแบบไทย และเป็นต้นแบบการเขียนนวนิยายมาจนถึงปัจจุบัน
         ถึงแม้เรื่องสั้นและนวนิยายถูกนับว่าเป็นบันเทิงคดี คือเรื่องที่แต่งขึ้นมาจากจินตนาการของผู้เขียนเป็นส่วนใหญ่ แต่นวนิยายก็มีประโยชน์และมีคุณค่าในตัวของมันเอง เรื่องสั้นและนวนิยายสามารถบอกเรื่องราว และความนึกคิด ของคนในสมัยต่างๆ ได้ เช่น เรื่องสี่แผ่นดิน ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่สะท้อนเรื่องราวของชีวิตไทยในอดีต เรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่สองใน คู่กรรม เป็นต้น
       เรื่องสั้นและนวนิยายไทยมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปตามกาลเวลา ปัจจุบัน
การศึกษาของประเทศไทยโดยเฉลี่ยสูงขึ้น ทำให้ความต้องการบริโภคอาหารสมอง และ
เรื่องราวบันเทิงคดีต่าง ๆ มากขึ้นตามไปด้วย วิวัฒนาการของนวนิยายไทย   จึงน่าจะมี
การพัฒนาต่อไป
อีกนาน และนอกจากให้ความบันเทิงแล้วนวนิยายยังสามารถบอกเล่า
เรื่องราวชีวิต และประวัติศาสตร์ชาติไทยให้คนรุ่นต่อไปได้นำมาศึกษาอีกทางหนึ่ง
 

 

 


แหล่งข้อมูล

เถกิง พันธ์เถกิงอมร. “นวนิยายและเรื่องสั้น การศึกษาเชิงวิเคราะห์” คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฎสงขลา, 2541.

วิภา กงกะนันท์.  กำเนิดนวนิยายในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2540.

http://th.wikipedia.org/wiki

edit @ 10 Dec 2011 22:26:51 by sirimajan

edit @ 10 Dec 2011 22:48:52 by sirimajan

เร่ืองสั้น

posted on 09 Dec 2011 22:03 by sirimajan
 
 
 
 

      เรื่องสั้น (Short story)  เรื่องสั้นเกิดขึ้นราว 3,000 ปีก่อนคริสตศักราช มีกำเนิดมาจากเรื่องเล่า หรือเรื่องที่เล่าสู่กันฟันองคนยุคนั้น เช่น พฤติกรรมของคนในการดำเนินชีวิตประจำวัน เรื่องครอบครัว เรื่องอิทธิพลความเชื่อ ภูตผีปีศาจ เทวดา เทพเจ้า ฯลฯ หรืออาจเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับนิทานเก่าแก่ที่มีคติสอนใจในทุกชาติทุกภาษา เช่นเรื่อง นิทาน  อาหรับราตรี   นิทานเรื่องเดคาเมรอน นิทานในคัมภีร์ไบเบิลทั้งภาคเก่าและใหม่ เป็นต้น

     เรื่องสั้นเรื่องแรกของโลก เกิดในทวีปยุโรป ที่ประเทศอังกฤษ สมัยแองโกล – แซกซอน (Anglo-Saxon) 
ในราวศตวรรษที่ 10 คือเรื่อง Brickling Homilies  เรื่องราวกล่าวถึงชายหนุ่มผู้มั่งคั่งคนหนึ่งมีความรู้สึกเศร้าเสียใจ    เพราะเพื่อนตัวเองตายจากไป    เขาจึงตัดสินใจเดินทางรอนแรมไปในที่ต่างๆ เพื่อหวังจะลืมอดีตจากบ้านเกิด แต่เมื่อเขาเดินทางก็ยิ่งได้พบกับสภาพความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์เพิ่มขึ้น เช่น โรคระบาด การปล้นฆ่าฟัน การสงคราม ฯลฯ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจกลับมาตั้งหลักปักฐานที่บ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อต้องการสร้างความเจริญให้เกิดขึ้น และให้พ้นจากสภาพความทุกข์ยากต่างๆ ที่ประสบจากการเดินทาง

       เรื่องสั้นเรื่องแรกของอเมริกา ในราวศตวรรษที่ 19 เรื่องสั้นจากประเทศประเทศอังกฤษแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา เรื่องสั้นเรื่องแรกของมีชื่อว่า Rip van Winkle ประพันธ์โดย Washington living เรื่องราวกล่าวถึง ชายตัดฟืนคนหนึ่งเข้าไปตัดฟืนบนภูเขา ได้เข้าไปพบกับหมู่บ้านคนแคระและมีกิจกรรมต่าง ๆ
เล่นสนุกสนานกับพวกคนแคระเหล่านั้น เช่น การโยนลูกโบว์ลิ่ง เป็นต้น แต่เมื่อชายคนนั้นเดินทางกลับลงมายังหมู่บ้านก็พบว่าไม่มีใครในหมู่บ้านรู้จักเขาเลย เพราะว่าเวลาล่วงเลยไปนานนับสิบๆ ปี คนที่เคยรู้จักก็ล้มตายไปหมดสิ้น
เหลือแต่เพียงชายคนนั้นที่ชื่อว่า Mr. Rip van Winkle ที่ยามเมื่อเกิดฝนตก ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง หรือฟ้าผ่า เขาก็ต้อง
หวนคิดถึงเมื่อครั้งที่เขาไปเล่นสนุกสนานกับเหล่า คนแคระ โดยโยนโบว์ลิ่งไปกระทบพินต่างๆ เสียดังสนั่นเป็นเสียงปานฟ้าร้อง ฟ้าแลบหรือฟ้าผ่า เช่นเดียวกัน

       เรื่องสั้นเรื่องแรกของไทย เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้แก่เรื่อง “สนุกนิ์นึก” ประพันธ์โดย กรมหมื่นพิชิต
ปรีชาการ ลงในหนังสือวารสารวชิรญาณวิเศษ พ.ศ. 2428 เป็นเรื่องกล่าวถึง พระภิกษุหนุ่ม 4 รูปสนทนากันถึง
ภาระงานตนเอง เมื่อต้องลาสิกขาบถ เมื่อบวชครบพรรษาแล้ว แต่แต่งได้เพียงตอนเดียวจึงยังไม่จบเรื่อง
เรื่องสั้นเรื่องแรกของไทยที่แต่งจบเรื่อง  ได้แก่เรื่อง “พระเปียให้ทานธรรม” ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง ผู้ที่นำเครื่องหมายวรรคตอนเข้ามาใช้ในการเขียนเรื่องสั้นครั้งแรก คือ นายส่ง เทพาสิต ซึ่งแต่งเรื่องสั้นชื่อ “น้ำใจของนรา” ลงในหนังสือวารสารไทยเขษม

       วรรณกรรมไทยจึงเจริญรุ่งเรืองจากยุคกำเนิดโรงพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงยุครุ่งเรืองสมัยรัชกาลที่ 5
และเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุควรรณกรรมเรื่องสั้น นวนิยาย และคำประพันธ์ร่วมสมัย

 

ลักษณะของเรื่องสั้น 

1.  เรื่องสั้นมีลักษณะคล้ายนวนิยาย แต่มีเนื้อเรื่องที่สั้นกว่า มีความยาวประมาณ 1,000-10,000 คำเป็นเรื่องที่อ่านรวดเดียวจบภายในระยะอันสั้น ประมาณ 5-50 นาที

2. เหตุการณ์ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน มีการดำเนินเรื่องให้เชื่อมโยงกันในระยะเวลาอันสั้น

3.    โครงเรื่องเดียวกัน มีแก่นเรื่องเพียงอย่างเดียว เสนอความคิดสำคัญเพียงความคิดเดียว

4.    มีตัวละครจำกัด เด่นๆ เพียง 2-3 ตัว ไม่เน้นการแสดงพัฒนาการทางด้านนิสัยของตัวละคร ใช้คำพูดหรือพฤติกรรมของตัวละครเป็นการคลี่คลายเนื้อเรื่องหรือปมปัญหาของเรื่อง

5.    ตอนจบมีวิธีการที่ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับกลวิธีของผู้แต่ง เช่น จบแบบพลิกความคาดหมาย จบแบบทิ้งปมให้ผู้อ่านคิด หรือมุ่งให้เกิดความสะเทือนใจ ซึ้งใจ เป็นต้น


 แนวการวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องสั้น

           1.   แนวคิดของเรื่อง, แก่นเรื่อง (Theme) คือ สาระสำคัญที่ผู้แต่งต้องการสื่อถึงผู้อ่าน ซึ่งผู้เขียน
มักไม่บอกไว้ชัดเจน ผู้อ่านจะต้องอ่านจนจบ และดูว่าผู้แต่งต้องการสื่อแนวคิดถึงผู้อ่านว่าอย่างไร โดยสรุปจาก
ข้อความที่ปรากฏอยู่ในเรื่องที่เป็นประโยคสำคัญ 2-3 ประโยค หรือจากเหตุการณ์ การกระทำของตัวละคร คำพูดของตัวละคร เป็นต้น เช่น ความยากจนบีบบังคับให้คนชั่วได้ โลภมากลาภหาย

          2.   โครงเรื่อง (Plot) คือ ขอบข่ายที่จะให้เนื้อเรื่องดำเนินตาม โดยกำหนดเหตุการณ์ เรื่องราวใด
เรื่องราวหนึ่ง แล้วก่อให้เกิดผลอย่างหนึ่งตามมา โครงเรื่องจะมีการเปิดเรื่อง การดำเนินเรื่องและปิดเรื่อง

                2.1   การเปิดเรื่อง (Opening) คือ การเริ่มต้นในฉากแรกของเรื่องที่เขียนเพื่อเร้าความสนใจของผู้อ่านให้ติดตามงานเขียนเรื่องนั้นๆ อาจใช้วิธีบรรยายฉาก บรรยายตัวละคร หรือด้วยบทสนทนา การเปิดเรื่องแล้วดำเนิน
ไปสู่จุดสนใจสูงสุด แล้วคลี่คลายตอนจบ หรืออาจเปิดเรื่องด้วยจุดสำคัญตอนใดตอนหนึ่งแล้วดำเนินเรื่องต่อไปจนถึง
จุดสูงสุดของเรื่อง แล้วปิดเรื่อง

               2.2    การดำเนินเรื่อง (Action) คือการกำหนดให้ตัวละครแสดงบทบาทเรื่องราวไปตามที่ผู้เขียนกำหนดไว้ในโครงเรื่อง เพื่อบ่งบอกเรื่องราวแก่ผู้อ่าน การดำเนินเรื่องต้องมีปมปัญหา มีการต่อสู้ (ปรัชญาในการต่อสู้)
มีการขัดแย้ง ส่วนข้อขัดแย้งนั้น มีหลายชนิดคือ

                                    1)   ความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละคร เช่น ใจหนึ่งต้องการ อีกใจหนึ่งไม่ต้องการ
                                    2)   ความขัดแย้งของตัวละครกับคนอื่น เช่น ทะเลาะวิวาทกัน
                                    3)   ความขัดแย้งของตัวละครกับสังคม เช่น มีค่านิยมที่ขัดกับค่านิยมของสังคม
                                    4)   ความขัดแย้งของตัวละครกับธรรมชาติ เช่น การต่อสู้กับภัยธรรมชาติ 

               2.3       การปิดเรื่อง (Ending) คือการจบเรื่องซึ่งจะคลี่คลายปมสงสัย ปมปัญหาทั้งมวลลง (หรืออาจจะทิ้งค้างไว้ให้ผู้อ่านคิดต่อก็ได้) ถือเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง (Climax) มีหลายลักษณะที่สำคัญคือ

                          1)      จบแบบเศร้า เช่น ตาย พลัดพรากจากกัน
                          2)      จบแบบสมหวัง เช่น พบความสำเร็จ ไดแต่งงานกัน
                          3)      จบแบบทิ้งท้ายไว้ให้ผู้อ่านคิด ให้ผู้อ่านคาดคะเนเอาเองว่าเรื่องจะเป็นอย่างไร 

       3.  ตัวละคร คือ ผู้ประกอบพฤติกรรมในเรื่อง ตัวละครอาจเป็นมนุษย์หรือสัตว์ก็ได้ โดยทั่วไปเรื่องสั้นจะมี
ตัวละครน้อย อาจมีเพียงตัวเดียว หรือ 2-3 ตัว ผู้เขียนมีวิธีทำให้ผู้อ่านรู้จักตัวละคร ได้หลายวิธี เช่น

1)     ผู้แต่งเป็นผู้บรรยายให้ผู้อ่านรู้จักตัวละครทั้งรูปร่างลักษณะอารมณ์ความรู้สึกพฤติกรรม
2)     ผู้แต่งให้ตัวละครอื่นเป็นผู้แนะนำให้ผู้อ่านรู้จักตัวละครนั้น อาจด้วยสนทนาถึง
3)     ผู้แต่งให้ตัวละครนั้นเป็นผู้แสดงพฤติกรรมต่างๆ ให้ผู้อ่านรู้จัก

ผู้วิจารณ์สามารถวิจารณ์ได้ตั้งแต่จำนวนตัวละครว่ามากน้อยเกินไปหรือไม่ บทบาทที่แสดงนั้นเหมาะสมกับเนื้อเรื่องเพียงไร และบทบาทนั้นสมจริงหรือไม่

 ลักษณะตัวละครมี 2 แบบกว้างๆ คือ

1)       แบบแบนราบ (Flat Character) คือตัวละครไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ มีลักษณะเฉพาะตัวแต่เดิมอย่างไรก็ยังคงลักษณะไว้เช่นนั้น ทั้งๆ ที่เหตุการณ์เปลี่ยนไป สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ลักษณะก็ไม่ยอมปรับเปลี่ยนตาม

2)        แบบกลม (Round Character) คือ ตัวละครมีลักษณะซับซ้อน มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งตัวละครแบบนี้จะมีพฤติกรรมเหมือนคนจริงๆ เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนไป ลักษณะอุปนิสัยของ

ตัวละครก็เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ทำให้มองเห็นตัวละครได้รอบด้าน 

        4. ด้านฉาก คือ เวลา สถานที่ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวละครที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง เช่น ภาพ ท้องทุ่ง ห้องนอน ควาย ถนนหนทาง บรรยากาศ (สิ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ ขณะที่เรื่องดำเนิน ซึ่งบรรยากาศจะสอดคล้องกับฉากและพฤติกรรมของตัวละคร เช่น บรรยากาศค่ำคืนวันเพ็ญก็เหมาะสมกับเรื่องเกี่ยวกับความรัก เป็นต้น)

        5.  ด้านสำนวนการเขียน ใช้คำพูดเป็นอย่างไร ใช้สำนวนโวหารได้ดีเพียงไร ด้านการเลือกใช้คำและข้อความ บรรยายพฤติกรรมต่างๆ ใช้แต่ที่จำเป็น มีการประหยัดคำหรือไม่ บทพรรณนาเปรียบเทียบเขียนได้ดีเพียงไร กลมกลืนกันหรือไม่ เป็นต้น

การใช้ภาษาในการบรรยายเรื่องต้องกระชับ สื่อความหมายได้ชัดเจน ส่วนบทสนทนาก็จะต้องเหมาะสมกับสภาพของตัวละคร และบทบาทของตัวละคร บทสนทนาจะให้ผู้อ่านรู้จักตัวละครในด้านต่างๆ และอาจช่วยในการดำเนินเรื่องด้วย

ท่วงทำนองการเขียน (Style) คือ ลีลาการใช้ถ้อยคำสำนวน เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิด เจตคติของนักเรียน ซึ่งระบายความลึกซึ้ง ความจัดเจนของชีวิต สะท้อนความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ อาจแบ่งท่วงทำน่องการเขียนได้ เช่น เรียบๆ กระชับรัดกุม เขียนเข้ม มีความเป็นประจักษ์ภาพ สละสลวย สูงส่ง

         6.  ด้านกลวิธีการเขียน พิจารณาชื่อเรื่อง ซึ่งควรจะเรียกร้องความสนใจ ให้ติดตามอ่านการตั้งชื่อตัวละคร การเขียนบทสนทนากับส่วนที่เป็นการบรรยายหรือพรรณนา สามารถเขียนให้ข้อความกลมกลืนกันไปได้ดีเพียงไร
มีการชี้แนะโดยตรงหรือทางอ้อม หรือโดยการอุปมาอุปไมย

กลวิธีการเสนอเรื่อง ผู้เขียนมีกลวิธีการเล่าเรื่องหลายลักษณะ เช่น

               1)       ผู้แต่งเป็นผู้เล่าเรื่องในฐานะเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่าง
               2)       ผู้แต่งเป็นผู้เล่าในฐานะเป็นผู้สังเกตความเป็นไปต่างๆ
               3)       ตัวละครสำคัญในเรื่องเป็นผู้เล่า โดยใช้สรรพนามบุรุษที่ 1

มีผู้แบ่งเรื่องสั้นไว้หลายลักษณะ บ้างก็ใช้ลักษณะการแต่งเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง บ้างก็ใช้ลักษณะเนื้อหาเป็นฯเกณฑ์ และบ้างก็แบ่งตามจุดมุ่งหมายในการแต่ง

 โดยทั่วไปนิยมแบ่งเรื่องสั้นไว้เป็น 4 ชนิด คือ

  1. เรื่องสั้นชนิดผูกเรื่อง มีเค้าเรื่องดำเนินไปอย่างสลับซับซ้อน ชวนให้น่าฉงน
  2. เรื่องสั้นชนิดเน้นตัวละคร จะถือตัวละครเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่อง
  3. เรื่องสั้นชนิดที่ถือฉากเป็นสำคัญ ตัวละครอาจเกี่ยวพันอยู่กับฉาก
  4. เรื่องสั้นชนิดที่แสดงแนวคิดมุ่งเสนอทัศนะอย่างใดอย่างหนึ่งต้องการให้เห็นความจริงในชีวิต

    ตัวอย่างเร่ืองสั้น

       ชื่อเรื่อง                                                      ผู้แต่ง

 ฉันคือต้นไม้                                                    ไมตรี ลิมปิชาติ

 ยาย                                                               มน เมธี

 สัญชาตญาณมืด                                               อ. อุดากร

 ตุ๊กแกนรก                                                       ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว

 แหลมตะลุมพุก                                                มนัส สัตยารักษ์

 มอม                                                                ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

 แสงดาวแห่งศรัทธา                                           คมทวน คันธนู

 เด็กที่ครูไม่ต้องการ                                           นิมิต ภูมิถาวร

 อรุณรุ่งที่หินกอง                                                เรียมเอง

 ครอบครัวกลางถนน                                          ศิลา โคมฉาย

 จับตาย                                                               มนัส จรรยงศ์

 ถนนสายที่นำไปสู่ความตาย                                   วิทยากร เชียงกูล

 รถไฟเด็กเล่น                                                      สุชาติ สวัสดิ์ศรี

 ศึก                                                                     นิคม รายยวา

 ก่อกองทราย                                                       ไพฑูรย์ ธัญญา

 คืนเดือนมืด                                                        สุวัฒน์ วรดิลก

 เพลงใบไม้                                                           วานิช จรุงกิจอนันต์

 ขอบคุณ...กรุงเทพฯ                                             ศิลา โคมฉาย

 ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อ...ฟ้าสาง                      อัศศิริ ธรรมโชติ

 

          แหล่งข้อมูล

ถวัลย์ มาศจรัส. คู่มือการเขียนเรื่องสั้นจากภาษิตและคำพังเพย. กรุงเทพมหานคร.

          สำนักพิมพ์ภูมิปัญญาจำกัด, 2537.

CD-ROM สถาบันพัฒนาสื่อการเรียนการสอน. แผนการจัดการเรียนรู้หลักสูตรใหม่ ภาษาไทย.



edit @ 9 Dec 2011 23:09:21 by sirimajan

edit @ 9 Dec 2011 23:46:23 by sirimajan

 

                                นิราศสมุทรปราการ

     สำหรับการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น 
โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ 
                                        

                                ครูสกุล กังวาลไกล ผู้ประพันธ์

                                          ระดับมัธยมศึกษา              ลิขสิทธิ์ โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ

    นิราศสมุทรปราการ

 

                                                                                คราตุลา ๕๑ ซึ่งมาถึง               

     Storm Surge ข่าวมายังตราตรึง                        สมุทรปราการฤๅถึงวิบัติภัย
          
     
     สมิทธ*๑ ว่า พายุหมุนโซนร้อน                          วันที่ตอนท้องฟ้าไม่แจ่มใส

     เมฆก่อตัวฝนสาดซัดลมพัดไป                           โดมน้ำใหญ่โถมฝั่งฟากจากทะเล

      สภาวะโลกร้อน*๒ ในตอนนี้                              กำหนดวิธีป้องกันอย่าหันเห

    
อดีตกาลพายุ ลินดา เกย์*๓                               ลมพัดเพผ่านหมายทำลายกัน

     อุตุฯ ว่าอ่าวไทยรูปตัว "ก"                                เป็นคันก่อกันไว้ให้ขีดคั่น

   
อาจเกิดได้โดยมีนัยสำคัญ*๔                            จุดศูนย์หนึ่ง ผกผันอันตราย

    ปากแม่น้ำตามสมุทรสุดธารา                             เจ้าพระยา*๕ นามนี้มีความหมาย

   
ที่ราบลุ่มดินตะกอนอยู่ตอนปลาย                      เมื่อสิ้นสายท้ายสุด สมุทรเจดีย์*๖

    โบราณสถานปูชาพุทธธรรม                             ก่อนงามล้ำเกาะกลางหว่างวิถี

   
ผู้สัญจรผ่านไปในนที                                      %3

การเขียนบทวิจารณ์

posted on 16 Aug 2009 14:52 by sirimajan
 

ความหมายของการเขียนวิจารณ์

       การเขียนวิจารณ์ คือ การค้นหาข้อดีและข้อไม่ดีของเรื่องที่จะวิจารณ์

ชี้ให้เห็นข้อบกพร่อง พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขให้ดีขึ้น  เป็นการวิจารณ์

เพื่อสร้างสรรค์

ลักษณะของการวิจารณ์

         1. การวิจารณ์เป็นการถ่ายทอดความคิดเห็น ชี้จุดเด่น จุดด้อย

ตลอดจนความรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ เช่น ผลงานด้านศิลปกรรม

งานวรรณกรรม ข่าวสารบ้านเมือง เหตุการณ์ในสังคม เรื่องราวของบุคคล

เป็นต้น อย่างสมเหตุสมผล มีข้อมูลสนับสนุนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

ไม่มีอคติต่อสิ่งที่วิจารณ์ เช่น หนังสือที่เราจะวิจารณ์นั้นมีอะไร

ให้เนื้อหาสาระแก่ผู้อ่านมากน้อยเพียงใด เป็นต้น

        2. เป็นข้อเขียนที่ชัดเจนในการบอกให้ผู้อ่านทราบถึงรายละเอียด

ของสิ่งนั้น ดังนั้นผู้วิจารณ์ต้องมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเรื่องที่วิจารณ์

เป็นอย่างดี เช่น การวิจารณ์วรรณกรรม จะต้องรู้ว่าเป็นหนังสือประเภทใด

ใครเป็นผู้แต่ง มีเนื้อเรื่อง วิธีการแต่ง การใช้ภาษาเป็นอย่างไร เป็นต้น

แล้วจึงสามารถวินิจฉัยคุณค่าของสิ่งที่จะวิจารณ์ได้ว่าดีหรือไม่อย่างไร

ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในการตัดสินใจ เลือกชม เลือกซื้อ เลือกอ่านสิ่งนั้น

       3. เป็นข้อเขียนที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย น่าอ่าน ทำให้ผู้อ่านติดตามอ่าน

จนจบ   ใช้ถ้อยคำอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช้ถ้อยคำในเชิงประจาน หรือโจมตี

ผู้เขียนอย่างรุนแรง นอกจากนี้ บทวิจารณ์ที่ดีจะต้องให้ความรู้ ความคิด

ข้อเสนอแนะ แก่ผู้อ่าน ชี้ให้เห็นคุณค่าพิเศษที่อยู่ในงานเขียนเรื่องนั้น

โครงสร้างของบทวิจารณ์

      1.  ชื่อเรื่อง (Tlttle)  ควรตั้งชื่อเรื่องที่เรียกร้องความสนใจของผู้อ่าน

และสื่อความหมายได้ชัดเจน  เช่น ตั้งชื่อตามชื่อหนังสือที่ต้องการวิจารณ์

ตั้งชื่อตามจุดมุ่งหมายของเรื่อง ตั้งชื่อด้วยการให้ประเด็นชวนคิด

ชวนสงสัย เป็นต้น

      2.  ความนำหรือประเด็นที่จะวิจารณ์ (Lead or Issue) 

หรือบทนำ  เป็นการเขียนนำเกี่ยวกับเรื่องที่จะวิจารณ์ เช่น

ถ้าเป็นการวิจารณ์วรรณคดี  ต้องบอก ชื่อวรรณคดี ผู้แต่ง ประเภท

ความเป็นมาของเรื่อง และอาจเขียนอธิบายและจูงใจที่ทำให้ผู้วิจารณ์

สนใจวรรณคดีเรื่องนี้

     3.  เนื้อเรื่อง (Body)  เป็นส่วนแสดงความคิดเห็นและรายละเอียด

ในการวิจารณ์ โดยนำเสนอจุดเด่น และจุดบกพร่องของเรื่องอย่างมี

หลักเกณฑ์และมีเหตุผล หากต้องการเล่าเรื่องย่อของวรรณคดีหรือ

วรรณกรรม ที่นำมาวิจารณ์ ควรเขียนเล่าเรื่องอย่างสั้นๆ เพราะ

การวิจารณ์ไม่ใช่การสรุปเรื่อง แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นของ

ผู้วิจารณ์ที่มีต่อวรรณคดีหรือวรรณกรรมเรื่องนั้น ผู้เขียนต้องการ

สื่อความหมายอะไรมายังผู้อ่านหนังสือ และสื่อให้ชัดเจนหรือไม่

อย่างไร

         ถ้าประเด็นในการวิจารณ์มีหลายประเด็น ควรนำเสนอตามลำดับ

เพื่อให้ผู้อ่านบทวิจารณ์เข้าใจง่ายไม่สับสน ในกรณีที่วรรณคดีหรือ

วรรณกรรมเรื่องนั้นมีจุดเด่นและจุดด้อย ควรเขียนถึงจุดเด่นก่อน

แล้วจึงกล่าวถึงจุดด้อย เพื่อให้เกียรติผู้เขียน และแสดงให้เห็นว่า

การวิจารณ์ คือการสร้างสรรค์ไม่ใช่การทำลาย

       4. บทสรุป (Conclusion) เป็นย่อหน้าสุดท้ายของบทวิจารณ์

เป็นการเขียนสรุปความคิดทั้งหมดที่วิจารณ์และให้แง่คิด หรือข้อสังเกต

ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน นอกจากนี้บทสรุปยังช่วยให้ผู้อ่านได้ทบทวน

ประเด็นสำคัญของเรื่องและความคิดสำคัญของผู้วิจารณ์ แม้ว่าผู้อ่าน

อาจจะไม่ได้อ่านบทวิจารณ์ทั้งบท แต่ได้อ่านบทสรุปก็สามารถทราบเรื่อง

ของวรรณคดีหรือวรรณกรรมที่นำมาวิจารณ์ รวมทั้งความคิดเห็นของ

ผู้วิจารณ์ที่มีต่อวรรณคดีหรือวรรณกรรมเรื่องนั้นได้


ตัวอย่างบทวิจารณ์

ความเจ็บปวดอันเนื่องมาจากความรัก*

                                                      รื่นฤทัย  สัจจพันธุ์

      มัทนะพาธา เป็นบทละครพูดคำฉันท์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า

เจ้าอยู่หัว  ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อแสดง "ตำนานแห่งดอกกุหลาบ" ว่า

เหตุใดดอกกุหลาบจึงเป็น ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์สากลแทนความรัก

      ชื่อดอกกุหลาบในภาษาอังกฤษว่า Rose นั้น เป็นสัญลักษณ์แห่ง

ความเสน่หา  ซึ่งชาวตะวันตกรู้จักกันดี กล่าวกันว่า คำว่า Rose เป็นชื่อ

ที่ได้มาจากนามของเทพเจ้าแห่งความรัก ซึ่งเทพโรมันมีนามว่า Eros

เมื่อเรียงตัวอักษรเสียใหม่ก็คือ Rose นั่นเอง ชาวโรมันใช้ดอกกุหลาบ

ทำเป็นมาลัยสวมศีรษะ ทำขนม ทำเหล้า และกลั่นเป็นน้ำกุหลาบ


ต่อมาชาวเปอร์เซียนำน้ำกุหลาบเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยราวสมัย

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเรียกว่า กุล - อับ ซึ่งเพี้ยนมาเป็น

กุหลาบ นั่นเอง

     เมื่อกุหลาบซึ่งเป็นราชินีแห่งดอกไม้เป็นตัวแทนความรัก และ

สัจธรรมแห่งความรัก คือ ความทุกข์ บทละครเรื่อง มัทนะพาธาจึงมี

แก่นเรื่องแสดงความเจ็บปวด  อันเนื่องมาจากความรักตรงชื่อเรื่อง

นับว่าเป็นลักษณะอย่างใหม่ของการตั้งชื่อเรื่อง  ที่บ่งบอกสารัตถะ

หรือแก่นเรื่อง เพราะวรรณคดีไทยทั่วไป มักตั้งชื่อเรื่องตามชื่อของ


ตัวละคร วรรณคดีเรื่องนี้ใช้โครงเรื่องแบบรักสามเส้าอันเกิดจาก

ชายหญิง 2 คู่ สุเทษณ์ มัทนา ชัยเสน จัณฑี สุเทษณ์รักมัทนา แต่มัทนา

ไม่รักตอบ จัณฑีรักชัยเสน แต่ชัยเสนไม่รักนางชัยเสนและมัทนาเป็นคู่ที่

ต่างฝ่ายต่างรักกัน ในความรักสามเส้าแบบนี้  จึงผู้ที่สมหวังและผิดหวัง

แต่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้สมหวังหรือผู้ผิดหวัง ต่างก็ได้รับความทุกข์

โดยเสมอหน้ากัน เพราะต่างก็เป็นฝ่ายก่อทุกข์และรับผลแห่งความทุกข์

ซึ่งกันและกัน การดำเนินเรื่องของบทละครเรื่องนี้จึงเน้นน้ำหนักของ

แก่นเรื่องนี้ทั้งสิ้น ฉะนั้น ทั้งนางมัทนา ท้าวชัยเสน สุเทษณ์เทพบุตร

และนางจัณฑี ต่างก็ปวดด้วยพิษแห่งความรัก มีพฤติกรรม

ชะตากรรมที่เปลี่ยนไปก็ด้วยความรักเป็นต้นเหตุ

          กุหลาบเป็นดอกไม้ที่สวย กลิ่นหอม และมีหนามแหลม ผู้ที่ติดใจ

ความงามของดอกกุหลาบใช่ว่าจะเด็ดดึงไปเชยชมได้ง่าย ๆ โดยไม่ถูก

หนามกุหลาบตำมือ กุหลาบจึงเป็นสัญลักษณ์แทนหญิงสาวแสนสวยที่ฉลาด

รู้จักปกป้องตนเองให้พ้นอันตรายจากผู้ประสงค์ร้าย มัทนาจึงเลือกไปเกิด

เป็นกุหลาบเหตุที่นางมัทนาถูกสาป ก็เป็นเพราะนางไม่รับรักสุเทษณ์

เทพบุตร ทั้งที่หัวใจของนางว่างเปล่า มิได้มีบุรุษอื่นใดครอบครองอยู่ 

แต่นางมัทนาตั้งใจมั่นว่าจะไม่เป็นชายาของชายที่นางไม่รัก สุเทษณ์

ร้าวรานใจที่ถูกปฏิเสธ แต่ก็เข้าใจและเห็นว่า  ผู้ที่ไม่เคยรักย่อมไม่รู้จัก

พิษสงแห่งความรักว่าเป็นเช่นไร เมื่อใดที่นางมัทนามีรัก นางก็จะเข้าใจ

ความรักของสุเทษณ์ สุเทษณ์จึงให้นางมีโอกาสได้รับประสบการณ์จาก

ความรัก แม้โอกาสนั้นจะมีน้อยมาก เพราะในแต่ละเดือนนางมัทนา

จะกลายร่างจากดอกกุหลาบเป็นมนุษย์เพียงชั่ว 1 วัน และ 1 คืนในวันเพ็ญ

ถ้าในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ มัทนาเกิดความรักในบุรุษใด นางจะพ้นคำสาป

กลายเป็นมนุษย์ไปชั่วกาลนาน ไม่ต้องเป็นกุหลาบอีกต่อไป แต่หากมัทนา

พบว่าความรักนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้นางเป็นทุกข์ สุเทษณ์ยังให้โอกาสที่

นางมัทนาจะกลับคืนสู่สวรรค์ได้อีก และพร้อมจะรับนางเป็นชายา

สุเทษณ์ช่างเป็นชายที่เสียสละอะไรเช่นนี้   สุเทษณ์คงลืมคิดไปว่า

เมื่อความรักทำให้สุเทษณ์เสียสละความสุขเพื่อคนที่รักได้ ความรัก

ก็สอนให้นางมัทนาเสียสละความสุขบนสวรรค์เพื่อจะอยู่กับคนที่เธอรัก

เช่นกัน

     สุเทษณ์เป็นชายที่มีน้ำใจดี เสียสละ สุเทษณ์ยินดีสูญเสียนางมัทนา

ไปตลอดกาล หากนางมีความรัก และรักทำให้นางมีความสุข แต่หาก

ความรักนั้นเป็นยาพิษ สุเทษณ์  ก็ยินดีเป็นผู้ถอนพิษแห่งรักนั้น

โดยไม่รังเกียจที่จะรับนางเป็นมเหสีแม้นางจะเคยเป็นชายาของผู้อื่น

มาแล้ว ข้อเสนอของสุเทษณ์จึงแสดงถึงความมีใจรักมั่นคง เมื่อข้อเสนอนี้

ได้รับการปฏิเสธ  สุเทษณ์จึงมีบันดาลโทสะสาปนางเป็นดอกกุหลาบ

ตลอดกาล สุเทษณ์จึงเป็นตัวละครที่น่าเห็นใจเกินกว่าจะประณาม

การกระทำด้วยโทสจริตในบั้นปลาย

      ความตายของมัทนาเป็นเครื่องพิสูจน์รักมั่นคงที่มีต่อท้าวชัยเสน

นางมัทนาเกือบเสียชีวิตเพราะความหูเบาใจเบาของพระสวามี แต่นาง

ก็ยังมั่นคงในความรัก นางอาจจะได้กลับเป็นนางฟ้านางสวรรค์หากนางรับ

ข้อเสนอของสุเทษณ์ แต่นางก็ไม่หวั่นไหวยินดีในเกียรติยศและความสุขนั้น

อาจกล่าวได้ว่าความใจร้ายของท้าวชัยเสนไม่ได้ลิดรอนความรักของ

มัทนาให้เหือดแห้งลง ในขณะเดียวกัน ความรักท่วมท้นของสุเทษณ์ก็มิอาจ

ทำให้หัวใจของมัทนาไหวคลอน ผลที่นางได้รับคือความตาย

    ได้มีผู้พยายามให้นิยายความรักไว้ต่างๆ กันมากมาย บทละครเรื่อง

มัทนาพาธาก็ทำให้เรารู้จักแง่มุมต่างๆ ของความรัก เช่น ความรักคือ

การเสียสละ ความรักคือ การจงรักภักดี ความรักคือความทุกข์ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังแสดงถึงอำนาจแห่งรัก ก่อให้เกิดโลภะคือความโลภ

โทสะคือความโกรธ และโมหะคือความหลง อันล้วนเป็นกิเลสให้เกิด

ความทุกข์ ตัวละครในเรื่องนี้จึงเจ็บปวดด้วยพิษของความรักโดยทั่วหน้ากัน

      วรรณคดีเรื่องนี้เป็นตำนานอีกบทหนึ่งของความรักที่คงอยู่คู่โลก

และเป็นตำนานของดอกกุหลาบดอกไม้ซึ่งนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์

แห่งความมั่นคงในความรักชั่วกาลนานแล้ว ยังมีหนามแหลมคอยสะกิดเตือน

ให้เราตระหนักถึงพิษสงแห่งความรักอีกด้วย

 

แหล่งข้อมูล *  รื่นฤทัย  สัจจพันธุ์.   วรรณคดีศึกษา  ( กรุงเทพฯ :  ธารปัญญา, 2544 ), หน้า

           167 - 171.)

เสนีย์  วิลาวรรณ.  หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน  ชุดพัฒนาทักษะภาษา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6    เล่ม 5.  กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, มปป..

 

ตัวอย่าง บทวิจารณ์เรื่องสั้นเขียดขาคำ

" เขียดขาคำ "  อมตะเรื่องสั้นชั้นครู

    "เขียดขาคำ" เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นจำนวน 18 เรื่อง ชุด "ฟ้าบ่กั้น"

ของ ลาว คำหอม หรือนามจริงว่า คำสิงห์ ศรีนอก เป็นเรื่องสั้น

ที่สะท้อนภาพชีวิตที่แร้นแค้นลำเค็ญของชาวชนบทอีสาน ได้อย่างชัดเจน

แม้ว่าอีสานในปัจจุบันจะพัฒนาจนได้ชื่อว่าเป็น "อีสานเขียว" แล้วก็ตาม

แต่เรื่องสั้นเรื่องนี้ก็ยังคงความเป็นอมตะอยู่ไม่เสื่อมคลาย สมกับที่

ได้รับการยกย่องจากบรรดานักวิจารณ์ว่าเป็น "เรื่องสั้นชั้นครู"

       ลาว คำหอม เปิดเรื่องด้วยการพรรณนาธรรมชาติและพฤติกรรม

ของตัวละครเอก คือ นาค นางาม ดังนี้ "แดดกล้าเริงแรงเหมือนจงใจ

จะแผดเผาทุกชีวิตบนท้องทุ่งกว้าง ให้ไหม้มอดจนสิ้นซากสะแบงหลวง

กับพะยอมยืนโดดเด่น ทิ้งใบแก่สีเหลืองคล้ำร่อนลงดินเป็นครั้งคราว

เขาหย่อนกายลงตรงโคนไม้ด้วยท่าทางที่เหนื่อยอ่อน เสื้อสีครามคล้ำ

เปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ รอบตัวมีแต่ความอ้างว้าง แห้งแล้งเขาเพ่งมอง

กลุ่มหญ้าหมัน และฟางฝอยที่ปลิวว่อนหมุนเป็นลำพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า

นอกจากหญ้าและฟางมันยังหอบเอาดินสีน้ำตาลลอยฟุ้งจนมิดมัวไปหมด"

ลาว คำหอม ฉายภาพจากมุมมองระดับสูงลงสู่มุมมองระดับต่ำ คือ

ภาพสะแบงหลวงกับพะยอมที่ยืนต้น

   ภาพตัวละครเอกนั่งจับเจ่าอยู่ท่ามกลางฟ้ากว้างที่มีแสงแดดกล้า

แล้วไล่ลงมาสู่ภาพตัวละครเอกนั่งหย่อนโคนไม้ การไล่ภาพจากสูงลงต่ำ

สร้างความรู้สึกกดทับ หดหู่ เดียวดายและสิ้นหวัง หลังจากบรรยายภาพ

ธรรมชาติกับตัวละครเอกแล้ว ลาว คำหอม ได้สร้างเหตุการณ์

โดยฉายภาพย้อนหลัง คือ กล่าวถึงลูกของนาคถูกงูกัด แลนาคต้องไป

รับเงินสองร้อยบาทที่อำเภอ ลาว คำหอม ใช้บทสนทนามาดำเนินเรื่อง

ได้อย่างกระชับ แสดงให้เห็นภาวะสับสนทางจิตใจของนาค ระหว่าง

การไปรับเงิน กับการไม่ไปรับเงินที่อำเภอ และสะท้อนให้เห็นทัศนคติ

ของข้าราชการที่ ดูหมิ่นเหยียดหยามราษฏรในชนบท ลาว คำหอม

สามารถทำให้ผู้อ่านเปรียบเทียบทัศนคติระหว่างบุคคลสองฝ่ายได้จาก

บทสนทนาในเรื่อง โดยไม่จำเป็นต้องระบุโดยตรง นอกจากนี้ บทสนทนา

ตอนจบเรื่อง ที่เพื่อนบ้านแสดงความชื่นชมกับความโชคดีของนาค

ที่ได้รับเงินสงเคราะห์ผู้มีลูกมาก สะท้อนให้เห็นทัศนคติของชาวบ้านว่า

เห็นคุณค่าของเงินสองร้อยบาทมากกว่าชีวิต ในสายตาของชาวบ้าน

ดูเหมือนว่านาคจะโชคดีจริงๆ เพราะหากลูกของเขาตายไปก่อนที่เขาจะ

เดินทางไปรับเงินสองร้อยบาทที่อำเภอ เขาก็จะไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์

การสงเคราะห์ผู้มีลูกมาก ซึ่งจะต้องมีลูกถึงห้าคน แต่ในสายตาของผู้อ่าน

กลับรู้สึกว่า นาคช่างโชคร้ายเหลือเกิน

       อาจสรุปได้ว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้โดเด่นด้วยบทสนทนา ทั้งในการ

ดำเนินเรื่องและการปิดเรื่อง ก่อให้เกิดความสะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง

ด้วยการประชดเย้ยหยันชะตากรรมของมนุษย์อย่างปวดร้าว ผู้อ่าน

จะสามารถเปรียบเทียบความสำคัญระหว่าง "เขียดขาคำ" กับ

"เงินสองร้อยบาท" ที่มีต่อชะตากรรมชีวิตของนาคได้ว่า "เขียดขาคำ"

ทำให้ลูกของเขาถูกงูกัด และ "เงินสองร้อยบาท" ทำให้เขาไม่มีโอกาส

ดูแลลูกที่ใกล้ตาย แม้ว่าเขาจะโชคดีที่ได้ทั้ง "เขียดขาคำ" และ

"เงินสองร้อยบาท" แต่สองสิ่งนี้ก็ทำให้สูญเสียลูกไป นอกจากนี้

ยังสะท้อนภาพ " ความไม่รู้" ของชาวบ้าน ดังตัวอย่างที่นาคอุ้มลูกชาย

ที่ถูกงูกลับบ้าน  โดยไม่ลืมครุเขียด และไม่ลืมบอกลูกอีกคนให้ซากงูไปด้วย

แต่มิได้หาทางป้องกันมิให้พิษงูแล่นเข้าหัวใจ

     หากพิจารณาชื่อของตัวละครเอก จะเห็นได้ว่า ลาว คำหอม ต้องการ

ล้อเลียนเยาะหยันชะตากรรมของตัวละครเอก แม้ว่าเขาจะชื่อ นาค นางาม

ซึ่งหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ แต่ชีวิตของเขากลับแร้นแค้นลำเค็ญยิ่งนัก

นอกจากนี้ หากพิจารณาจากชื่อหนังสือ "ฟ้าบ่กั้น" จะเห็นได้ว่าแม้ฟ้า

จะไม่ขว้างกั้น แต่วิถีชีวิตของคนในเมืองกับในชนบทก็ยังถูกกั้นให้ห่างกัน

ด้วยสภาพแวดล้อมและชะตากรรม จะเห็นได้ว่าเรื่องสั้นที่มีความยาว

ไม่มากนักเรื่องนี้ ผู้เขียนสามารถเสนอภาพชนบทอีสานได้อย่างลึกซึ้ง

นำเสนอชีวิตตัวละครเอกได้อย่างลุ่มลึก และสะท้อนทัศนคติ พฤติกรรม

ตลอดจนความคิด ความเชื่อของชาวบ้าน และข้าราชการได้อย่างเฉียบคม

สมกับได้รับการยกย่องว่าเป็น "เรื่องสั้นอมตะ"                                                

                                                                         ( พรทิพย์ ศิริสมบูรณ์เวร )

     

      ปัจจุบันนี้มีการให้รางวัลวรรณกรรมหลายประเภทจากหลายหน่วยงาน

นับได้ว่าเป็นกิจกรรมประเมินคุณค่าวรรณกรรม และส่งเสริมการอ่าน

รางวัลวรรณกรรมที่รู้จักกันดี คือ รางวัลซีไรต์ ที่ให้แก่นวนิยาย เรื่องสั้น

และร้อยกรอง สลับกันไปแต่ละปี และก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์

วรรณกรรมอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน

       การวิจารณ์วรรณกรรมมิใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้การอ่านอย่างละเอียด

การฝึกความคิดเชิงวิจารณ์และความรักในการเขียน หากได้ฝึกฝน

การเขียนบทวิจารณ์ และอ่านบทวิจารณ์อย่างสม่ำเสมอ นักเรียนสามารถ

พัฒนาตนเองเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรมได้ สิ่งที่พึงระมัดระวังคือ

ต้องเขียนด้วยความเป็นกลางอย่างไม่มีอคติ และพึงระลึกไว้เสมอว่า

การวิจารณ์วรรณกรรม ควรเป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์มิใช่เพื่อ

การทำลาย

 

ที่มาของเรื่อง

CD-ROM สถาบันพัฒนาสื่อการเรียนการสอน. แผนการจัดการเรียนรู้หลักสูตรใหม่ภาษาไทย.

 

 

 

edit @ 16 Aug 2009 16:04:26 by sirimajan

การสะกดคำ

posted on 19 Dec 2008 23:20 by sirimajan

คำควรรู้

มีคำที่เรามักเขียนสะกดผิด  หรือใช้ผิดความหมาย

อยู่กันเป็นส่วนใหญ่  เช่น 

เผยแผ่ลัทธิ  ผัดวันประกันพรุ่ง  วิ่งเปี้ยว  สถิต 

เครื่องสำอาง  ประดิดประดอย  สร้างสรรค์

บิณฑบาต  อำนาจบาตรใหญ่  เบญจเพส  อานิสงส์ 

สายสิญจน์  คลินิก  กระดอม  (ชื่อไม้เถาชนิดหนึ่ง  ใช้ทำยาได้ )

edit @ 19 Dec 2008 23:42:15 by sirimajan

edit @ 8 Dec 2009 23:05:14 by sirimajan

คำ - การสะกดคำ

posted on 19 Dec 2008 22:46 by sirimajan

คำ

     คำ  คือ  เสียงที่เปล่งออกมาแล้วมีความหมาย

     ความหมายของคำมีหลายลักษณะ  ได้แก่

๑.  คำมีความหมายกว้างและความหมายแคบ

     คำที่มีความหมายกว้างไปแคบ
  
เช่น  -   เครื่องนุ่งห่ม  เสื้อ  เสื้อพระราชทาน

        -    สัตว์  แมลงสาบ  ยุง  ยุงลาย

      
คำที่มีความหมายแคบไปกว้าง  เช่น 

        -   บ้านไม้สัก  บ้านไม้  บ้าน  ที่อยู่

        -   ซออู้  ซอ  เครื่องดนตรีไทย  เครื่องดนตรี

๒.   คำที่มีความหมายตามตัวและความหมายอุปมา

             คำที่มีความหมายตามตัว  เช่น  ตู้เสื้อผ้า  สมุด

       คำที่มีความหมายอุปมา  เช่น  ซื่อตรง  คดโกง 

เดือดร้อน
       
คำที่มีความหมายตามตัวและความหมายอุปมา  เช่น 

                เขาเสียมือขวาไป

มือขวา อาจมีความหมายตามตัว  หมายถึง  มือซ้ายขวา

หรือมีความหมายอุปมา คือ  สมุนเอก

๓.   คำมีความหมายนัยตรงและความหมายนัยประหวัด

            เช่น    เลือด     ชวนให้นึกถึง      ความตาย  การต่อสู้

                      สีดำ       ชวนให้นึกถึง      ความทุกข์  ความชั่ว

                      สีขาว     ชวนให้นึกถึง      ความบริสุทธิ์

                      ไฟ         ชวนให้นึกถึง     ความเร่าร้อน

                      ดอกหญ้า     ชวนให้นึกถึง   สิ่งต่ำต้อย

                      หงส์       ชวนให้นึกถึง      ผู้สูงศักดิ์

๔.   คำมีความหมายคล้ายกัน

       คำบางคู่ใช้แทนกันได้  คำบางคู่ความหมาย

แตกต่างกัน  เช่น

                 ภาพยนตร์  -  หนัง 
                  
                 น้ำ -             วารี 
               
                 ป่วย  -          อาพาธ

                 บูด -            เน่า 
                                
                 ผอม -          บาง

๕.   คำมีความหมายตรงกันข้าม  เช่น

                 ซื้อ -ขาย              แพ้ - ชนะ 
         
                 ทุกข์ - สุข             ครู  -  ศิษย์

       คำตรงข้ามแบบระดับ  เช่น  ร้อน  -  อุ่น  -  เย็น  -  หนาว

๖.   คำมีหลายความหมายและคำอาจพ้องเสียงกัน 

      คำมีหลายความหมาย  เช่น  ขัน     -    ขันตักน้ำ

                                                      -     ไก่ขัน

                                                      -     เรื่องตลกน่าขัน
     ..................................................................................................................
แหล่งข้อมูล
       เอกสารการสอนชุดวิชา  การใช้ภาษาไทย  หน่วยที่ ๑ - ๘  สาขาศิลปศาสตร์ 
      มหาวิทยลัยธรรมศาสตร์

 

คำควรรู้

มีคำที่เรามักเขียนสะกดผิด  หรือใช้ผิดความหมาย

อยู่กันเป็นส่วนใหญ่  เช่น 

เผยแผ่ลัทธิ  ผัดวันประกันพรุ่ง  วิ่งเปี้ยว  สถิต 

เครื่องสำอาง  ประดิดประดอย  สร้างสรรค์

บิณฑบาต  อำนาจบาตรใหญ่  เบญจเพส  อานิสงส์ 

สายสิญจน์  คลินิก 

กระดอม  (ชื่อไม้เถาชนิดหนึ่ง  ใช้ทำยาได้ )


            

edit @ 8 Dec 2009 23:25:35 by sirimajan

กลอนเปล่า - กลอนเปลือย

posted on 11 Sep 2008 20:09 by sirimajan
 



กลอนเปล่า - กลอนเปลือย

    กลอนเปล่า  ( Blank  words )  มีชื่อเรียกหลายอย่าง 
เช่น  กลอนอิสระ  กลอนปลอดสัมผัส  คำร้อยไร้ฉันทลักษณ์ 
เป็นคำประพันธ์รูปแบบใหม่  ที่มีลักษณะกำกึ่งระหว่าง
ร้อยกรองกับร้อยแก้ว  ดังนั้นจึงเป็นการเรียบเรียงถ้อยคำ 
โดยไม่มีลักษณะบังคับทางฉันทลักษณ์ท่ตายตัว  แต่ก็ไม่ใช่
ความเรียงเขียนติดต่อกันไปอย่างร้อยแก้ว  จะมีการแบ่งเป็น
ช่วงเป็นวรรคที่ได้จังหวะงดงาม สั้นหรือยาวก็แล้วแต่
เนื้อความ  การแบ่งข้อความเป็นวรรคเป็นช่วงนี่เอง 
ทำให้ดูแล้วมีลักษณะเหมือนกลอน
   
      
กลอนเปล่า  จะมุ่งเน้นเนื้อหามากกว่ารูปแบบ  ไทยได้รับ
อิทธิพลกลอนเปล่ามาจากตะวันตก  ผ้ท่นำกลอนเปล่ามาใช้
ในไทย คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอย่หัว 
รัชกาลท่ 6  โดยใช้เป็นบทสนทนาของบทละครท่แปลมาจาก
บทละครของเช็คสเปียร์  เช่น  เร่อง  โรเมโอและจูเลียต
     
     
 "  นามนั้นสำคัญไฉนที่เราเรียกกุหลาบนั้น
           แม้เรียกว่าอย่างอื่นก็หอมรื่นอย่เหมือนกัน
           โรเมโอก็ฉันนั้น,  แม้โรเมโอมิใช่นาม,
          ก็คงจะยังพร้อม  บริบูรณ์ ด้วยสิ่งงาม
          โดยไม่ต้องใช้นามโรเมโอ,  ทิ้งนามไกล "

      ต่อมา จิตร  ภูมิศักดิ์  เขียนบทร้อยกรอง ชื่อพิราบขาว 
ในลักษณะของกลอนเปล่า  แต่เปลี่ยนแปลงไปจากของเดิม 
ในความหมายของตะวันตก  ทำให้มีผู้เรียกว่า  กลอนเปลือย
   กลอนเปล่า-กลอนเปลือย  จึงเป็นงานเขียนท่ใช้ถ้อยคำให้
กระทัดรัด  จัดเป็นบรรทัด  มีความสั้น ยาว ไม่เท่ากัน 
หรือจัดเป็นรูปใดรูปหนึ่งคล้ายร้อยกรอง  เพียงแต่ไม่มี
สัมผัสบังคับเท่านั้น  เช่น
 

ตัวอย่างที่ ๑  มีรูปแบบ - สัมผัส คล้ายกาพย์ยานี  มีการใช้ภาพพจน์
                          
สีเทาแห่งราตรี
                   มืดมนมีความเหว่ว้า
                   ลมหนาวพัดผ่านมา
                   มองนภาน่าหวั่นใจ
                   หริ่ง  หริ่ง  เรไรร้อง
                   ดั่งนวลน้องครวญคร่ำไห้
                   มองจันทร์ผ่องอำไพ
                   ดั่งดวงใจอาลัยเอย

ตัวอย่างที่ ๒  มีรูปแบบ - สัมผัส  คล้ายกลอนแปด

                        ตอนนี้...ฉันรู้เธอสงสัย
                   ว่าทำไม...ฉันเปลี่ยนไปไม่เหมือนก่อน
                   ดูเงียบ ๆ ... เรียบง่ายไม่ซับซ้อน
                   ดูเฉยชากับทุกตอนที่ผ่านไป
                   ...อยากบอกเธอไม่มีใครทำให้เปลี่ยน
                   แต่เรื่องเรียนฉันเคยเขียนความฝันไว้
                   อนาคตวาดไว้สูงฉันต้องไป
                   ใช่เธอทำผิดใจ
                   หรือหัวใจ... ข้างในมีใครแทน

ตัวอย่างที่ ๒  เป็นร้อยแก้วธรรมดา  มุ่งเน้นอารมณ์
                          
แม่จ๋า ...
                   หนูหนาวเหลือเกิน
                   ทำไมเราไม่มีเสื้อกันหนาวเหมือนคนอื่น
                           แม่จ๋า ...
                    หนูหิวเหลือเกิน
                    ทำไมเราไม่มีข้าวกินเหมือนคนอื่นเขา
                    .............................
                           ก็เรามันจนนี่ลูก...
                     แม่ตอบ...
                     น้ำตาแม่หลั่งไหล ...  อาบแก้ม
                     ...........................
                            แม่จ๋า...
                      แม่อย่าร้องไห้
                      หนูไม่หนาว  หนูไม่หิวแล้ว
          
           นักเขียนกลอนเปล่าในปัจจุบันมีเป็นจำนวนมาก  แต่ผ้ท่ควร
ให้ความสนใจ  คือ  จ่าง แซ่ตั้ง  ซึ่งเป็นจิตรกรและนักปรัชญา 
จึงได้ประสานศิลปะการวาดภาพเข้ากับศิลปะการประพันธ์ 
ท่เรียกกันว่า วรรณรูป  หรือ วรรณลักษณ์  ซึ่งเป็นการประพันธ์
ท่ใช้ตัวหนังสือประกอบกับรูปภาพ  ช่วยส่อความหมายของ
เนื้อความในบทประพันธ์นั้น  เช่น

              คน  คน  คน  คน  คน  คน  คน
             คน  คน  คน  คน  คน  คน  คน
             คน  คน  คน  คน  คน  คน  คน
             คน  คน  คน  คน  คน  คน  คน
             คน  คน  คน  คน  คน  คน  คน
             คน  คน  คน  คน  คน  คน  คน 
             คน  คน  คน  คน  คน  คน  คน 
             คน  คน  คน  คน  คน  คน  คน 
                       คอยรถเมล์โดยสารประจำทาง...ที่ป้ายรถเมล์

       แนวการเขียนของ จ่าง  แซ่ตั้ง  นี้ทำให้มีนักเขียนรุ่นหลัง ๆ
นำไปใช้เป็นแบบอย่างบ้าง เช่น  เรื่อง  เรือจ้าง
       จะเห็นได้ว่า  คำประพันธ์ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตาม
สภาพแวดล้อม  จนก่อให้เกิดคำประพันธ์ชนิดใหม่ ๆ แปลก ๆ 
เป็นจำนวนมากมาย  กว้างขวางขึ้น  สมดังคำกล่าวที่ว่า 
" กวีฤาแล้งแหล่งสยาม
"  

 

 

 

edit @ 14 Dec 2009 22:01:11 by sirimajan

edit @ 14 Nov 2010 00:32:57 by sirimajan

edit @ 14 Nov 2010 00:36:24 by sirimajan

edit @ 21 Jun 2011 20:28:20 by sirimajan

รสวรรณคดี-อินเดีย

posted on 15 Jun 2008 21:59 by sirimajan

รสวรรณคดี       

     รส  ในความหมายทางการประพันธ์  หมายถึง  อารมณ์สัมผัส  รับรู้ด้วยใจ
เช่น  รสเสียง  รสถ้อยคำ  สัมผัสคำ  รสวรรณคดีบาลีสันสกฤต  แบ่งได้ 9  รส  ดังนี้

     1.  ศฤงคารส  คือ  รสแห่งความรัก
     2.  วีรรส  คือ  รสของความกล้าหาญ
     3.  กรุณารส  คือ  รสของความเมตตาสงสาร
     4.  หัสสรส  คือ  รสของความขบขัน
     5.  อัพภูตรส  คือ  รสของความประหลาดใจ  ตื่นเต้น
     6.  ภยานกรส  คือ  รสของความกลัว
     7.  รุทธรส  คือ  รสของความโกรธ
     8.  พีภัจฉรส  คือ  รสของความเกลียดชัง  ลังเล  รังเกียจ
       9.  ศานตรส  คือ  รสของความสงบ  เยือกเย็น



ทบทวน-ชวนทำ

     อ่านบทประพันธ์ต่อไปนี้  แล้วตอบคำถามว่าตรงกับรสใด
 
     
ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง                 แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง                   จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง
.......................................................................................
     
     รีบขุดหลุมฝังรักตักดินกลบ             ปลดธงรักปักธงรบไม่หลบหาย
ประกาศว่าเป็นวันอันตราย                   ใครจะตายใครจะอยู่...ได้รู้กัน
.......................................................................................

     ตกตะลึงพรึงเพริดเกิด  "ดาวหาง"  เหมือนเป็นลางบอกเหตุอาเพศใหญ่
ทุกครั้งเห็นเป็นจริง...เพราะสิ่งใด        เชื่อได้หรือไม่ได้...คิดใคร่ครวญ
.......................................................................................

     รูของเธอมีไว้ให้ชายหลง               รูของเธอมั่นคงทรงศักดิ์หรู
รูของเธอโดดเด่นเห็นดำรู                  รูของเธอห้อยต่างหูดูสวยดี
.......................................................................................

 บ้านหลังเก่าเริ่มต้นรับคนเก่า             คืนสู่เหย้าเฝ้าถิ่นอย่างสิ้นหวัง
คงอดีตเล่าให้คนใหม่ฟัง                     ถึงความเอ๋ย  ความหลังอันวังเวง
.......................................................................................
    
     ปณิธานศรัทธาเขากล้าแกร่ง          ด้วยเลือดแห่งคนรักในศักดิ์ศรี
ชีวิตทั้งชีวิตอุทิศพลี                            เพื่อเสรี  "ประชาธิปไตย"
.......................................................................................
    
     ไฟนั้นร้อนเท่าใดใครก็รู้                เมื่อสุมอยู่กลางกมลฤาทนได้
ฉันพร้อมแล้ว...สำหรับจะดับไฟ          เพื่ออิ่มกระไอ  ความรักของนักบุญ
.......................................................................................
    
    เพียงอยากบอกถึงหัวใจใครคนหนึ่ง
ว่ารู้ซึ่งคุณค่าภาษาศิลป์
อันผลงานฝากไว้ในแผ่นดิน
มอบทั้งสิ้นเพื่อบูชาภาษาไทย
.......................................................................................

    คนบ้าผมกระเซิงเหมือนเพิงรก     เนื้อตัวแสนสกปรกเป็นโรคหนอง
หน้าฝีดาษาล้วนรอยปรุแผลพุพอง      มาขอของปากมีแต่ขี้ฟัน

.......................................................................................

แหล่งข้อมูล
วาสนา  บุญสม.  กลอนสัมผัสใจได้อย่างไร. พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์   
      ประกายแสง,  2540.
      

edit @ 26 Sep 2008 16:08:15 by sirimajan

edit @ 31 Aug 2009 21:51:25 by sirimajan

edit @ 19 Jun 2011 23:43:00 by sirimajan

edit @ 19 Jun 2011 23:49:52 by sirimajan

การใช้ภาพพจน์

posted on 10 Jun 2008 20:56 by sirimajan

    


         การใช้โวหาร
         ภาพพจน์
 

            
                 
การใช้โวหารภาพพจน์

            การใช้โวหารภาพพจน์  คือ  การใช้คำให้เกิดภาพโดยวิธีการ
เปรียบเทียบอย่างมีศิลปะ  ภาพพจน์มีดังต่อไปนี้
           
3.1   อุปมาอุปไมย  คือ  การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่ง
            3.2  
อุปลักษณ์ / นามนัย
            3.3  
อธิพจน์ / อติพจน์
            3.4  
บุคลาธิษฐาน
            3.5  
สัญลักษณ์
            3.6   อธินามนัย / ตุลยคีตา
            3.7   อนุนามนัย
            3.8   วิภาษ / วิโรจน์
            3.9   อรรถวิภาษ
            3.10  สัทพจน์
            3.11  อุปมานิทัศน   
  
                        
             ทบทวน-ชวนทำ
 
อ่านคำประพันธ์ต่อไปนี้  แล้วตอบว่าเป็นภาพพจน์ชนิดใด

      1. พระคุณครูดั่งดั่งแผ่นฟ้ามหาสมุทร      ท่านสร้างสรรค์ปัญญาวุธพิสุทธิ์ศรี
 ครูเสมือนแสงทองส่องธาตรี                          ศิษย์จึงมีทางสายยาวได้ก้าวเดิน

       2. ตาเธอคือดวงดาว                                ระยับพราวบนฟากฟ้า
 ยามสิ้นแสงจันทรา                                        ดาวดวงน้อยคอยส่องทาง

       3. ตราบขุนคิริข้น                                    ขาดสลาย  ลงแม่
 รักบ่หายตราบหาย                                       หกฟ้า
 สุริยจันทรขจาย                                           จากโลก  ไปฤา
 ไฟแล่นล้างสี่หล้า                                         ห่อนล้างอาลัย

       4. เสียงสะอื้นจากผืนดินเหมือนสิ้นหวัง                 แว่วน้ำหลั่งสู่โลกราวโศกเศร้า
 อากาศธาตุแปรปรวนชวนซบเซา                               ภาพไฟเผาป่าราบตราบปัจจุบัน

        5. ดอกไม้  หมายถึง  ผู้หญิง
 แมลง    หมายถึง  ผู้ชาย
 สีดำ     หมายถึง  ความตาย  ความโศกเศร้า  ความชั่วร้าย
 สีขาว    หมายถึง  ความบริสุทธิ์

        6. มีสุมทุมพุ่มไม้มีสายฝน                          อำนวยผลแก่แผ่นดินถิ่นอาศัย
 รื่นอารมณ์ร่มเย็นเป็นสุขใจ                              ทั้งมนุษย์สัตว์เล็กใหญ่ซึ้ง "ใบบุญ"   

        7. พระคุณแม่เลิศฟ้ามหาสมุทร                 พระคุณแม่สูงสุดมหาศาล
 พระคุณแม่เลิศหล้าสุธาธาร                             ใครจะปานแม่นี้ไม่มีแล้ว

       8. หงส์คู่หงส์คงค่าสง่าศรี                           กาคู่กาท่าทีไม่มีเขิน
 หงส์คู่กาท่าทางที่ต่างเดิน                                คงเผชฺญปัญหาที่ท้าทาย

       9. ดาวรุ่งหรี่แสงจางหว่างใจหวั่น              ซึ่งความฝันจะเลือนล่มกลางลมเห่
 หนาวเพลงหนาวที่กันตังยังรวนเร                  ไม่อยากเร่ไกลฝั่งอีกครั้งเลย

      10. ถั่งโจ๊ะถั่งทังถิ่ง...โจ๊ะทิงฉับ                  "ชวา"รับ...อี๊แอ่...แทรก "แขก"...ตะตุ้ง...
 ปรับเสียงเปลี่ยนเลียนล้อ...ตามต่อตุ๊ง...          ตะเทิ่งตุง...ต่างโต้...โล้ตอบตาม


          
   


             

              

             
       
               
              


                        
  
        

 

 

 

edit @ 25 Jul 2008 12:17:27 by sirimajan

edit @ 3 Aug 2008 20:58:29 by sirimajan

edit @ 21 Sep 2008 21:39:27 by sirimajan

edit @ 19 Jun 2011 23:49:25 by sirimajan