ความรู้เรื่องกลอนแปด

posted on 20 Mar 2008 22:08 by sirimajan  in Poetry

 

 

 

สวัสดีค่ะ  ผู้อ่านที่น่ารักทุกคน

 

 

     เห็นภาพนี้แล้วอยากจะแต่งเป็นกลอนบ้างไหมเอ่ย    (กลอนบทนี้ผู้แต่งได้ดัดแปลงมา)
                                                                                                                                               
  อ่านแล้วได้อารมณ์ดีนะ  เพียงบทเดียวก็ซาบซึ้งกินใจ  กลอนเป็นคำประพันธ์ที่ได้รับความนิยมอย่าง         
แพร่หลายมากกว่าร้อยกรองแบบอื่นๆ  ทั้งนี้เพราะไม่บังคับคำเอก- คำโท   คำครุ-คำลหุ  บังคับแต่สัมผัสหรือเสียงคล้องจองกันเป็นสำคัญ  จึงทำให้จดจำได้ง่าย  สะดวกแก่การนำไปขับร้องให้เข้ากับทำนองเพลงไทย  ปรากฏว่ากลอนได้รับการนำไปใช้ในวรรณกรรมรูปแบบต่างๆ  เช่น  บทเสภา  สักวา  ดอกสร้อย  บทละคร  ฯลฯ  ประกอบกับลักษณะการใช้ถ้อยคำแบบง่ายๆ  ดำเนินความได้รวดเร็ว  ช่วยให้เข้าถึงจิตใจผู้อ่านได้เป็นอย่างดี  จึงมีผู้นำไปใช้แต่งนิทาน  เพลงยาว  นิราศ  ฯลฯ  ซึ่งต้องอาศัยการเล่าเรื่องในการดำเนินความ

       ก่อนจะมาฝึกแต่งกลอนกัน ขอเล่าเรื่องกลอนเป็นความรู้เล็กน้อยก่อนนะคะ  

1.  ประวัติความเป็นมาของกลอน

            กลอนเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยใดเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่  บ้างก็ว่ามีแต่งกันมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  บ้างก็ว่าเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าบรมโกศในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย   แต่เรารู้จักคำว่า  "กลอน"  ใช้อยู่ในโคลงและในภาษาพูดหลายแห่ง  เช่น   ในลิลิตพระลอ  มีกล่าวไว้ว่า

            " กลอนกล่าวพระลอยง                ยิ่งผู้"                            
หรือที่ว่า

            " เกลากลอนกล่าวกลกานท์          กลกล่อม  ใจนา "

และในทวาทศมาสมีว่า    " การกลอนนี้ตั้งอาทิ                    กวีหนึ่งนา"

ฉะนั้นคำว่า  "เจ้าบทเจ้ากลอน"  จึงมีความหมายกว้าง ๆ ว่า  คำร้อยกรอง  เท่านั้น

            อนึ่งมีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า  กลอนนั้นน่าจะเป็นของไทยแท้ 
โดยได้ดัดแปลงมาจากเพลงพื้นบ้านของไทย  ซึ่งนิยมเล่นเป็นกลอนสด  เช่น 
เพลงพวงมาลัย  เพลงเรือ  เพลงเกี่ยวข้าว  เพลงฉ่อย  เป็นต้น  ทั้งนี้เพราะคนไทยเรานั้น
รักคำที่คล้องจองกันมากที่สุด  ชาวไทยพื้นบ้านมีการร้องเพลงกันอยู่ทั่วไป  เพลงทุกชนิดเล่นสัมผัสได้มากเท่าใด  ยิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น  ในระยะแรกๆคงจะเล่นกันโดยไม่มีระเบียบ
แบบแผนว่าสัมผัสกันตรงไหนบ้าง  ดังจะเห็นได้จากกลอนลิเก  ซึ่งสัมผัสได้ตามใจชอบ  ไม่มีอะไรกำหนดแน่นอนลงไป  ขอให้มีสัมผัสคล้องจองกันเท่านั้น  บางคนอ่านหนังสือไม่ออก  เขียนไม่ได้  ก็ยังสามารถเล่นกลอนเพลงต่างๆได้

            ตามตำราฉันทลักษณ์กล่าวว่า  กลอนน่าจะเกิดจากการที่นักปราชญ์ทางภาษานำเอากลอนเพลงพื้นบ้านเหล่านี้มากำหนดสัมผัสให้แน่นอนตายตัวขึ้น  โดยกำหนดให้มีวรรคละ  8  คำเป็นหลัก  แบ่งออกเป็น 4 วรรคกลอน  ซึ่งเรียกว่าวรรคสดับหรือวรรคสลับ  วรรครับ  วรรครอง  และวรรคส่งตามลำดับ  และกำหนด เสียงสูงต่ำตามภาษาดนตรีของไทยเข้าไว้ด้วย  ต่อมามีการแบ่งชนิดของกลอนปลีกย่อยแตกต่างกันไปตาม วัตถุประสงค์ของการแต่งกลอนแต่ละประเภท  เช่น  กลอนเพลงยาว  กลอนสักวา  กลอนดอกสร้อย  และ      กลอนบทละคร  เป็นต้น  นอกจากนั้นยังมีกลอนหกอีกด้วย  ซึ่งกลอนแต่ละชนิดนั้นมักจะมีสัมผัสคล้ายคลึงกัน  จะแตกต่างกันบ้างก็ที่คำขึ้นต้น  จำนวนคำในวรรค  และคำลงท้ายเท่านั้น  จึงเป็นหลักเกณฑ์ทางฉันทลักษณ์ ของกลอนแต่ละประเภทนั่นเอง

            ยุคที่กลอนเฟื่องฟูมากก็คือ  ในสมัยรัชกาลที่ 2  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ซึ่งมีกวีเอกของไทย  คือ   สุนทรภู่  เป็นผู้คิดแบบสัมผัสในของกลอน  ทำให้กลอนมีความไพเราะเพิ่มมากขึ้น  จึงกลายเป็นแบบฉบับของกลอนในสมัยต่อมาตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ทุก                                                                                                                                                                   

2.  ชนิดของกลอน

          เราอาจแยกประเภทกลอนได้ 2 ประเภท  คือ 
          2.1  กลอนขับร้อง / กลอนลำนำ
          2.2  กลอนเพลง

          2.1  กลอนขับร้อง / กลอนลำนำ
               คือ กลอนที่แต่งขึ้นเพื่อใช้ขับหรือร้องประกอบเข้ากับเพลง  มีเครื่องดนตรีคลอรับ  หรือทำจังหวะต่าง ๆ  สุดแต่ชนิดของกลอนนั้น  ได้แก่  
                  1)  กลอนดอกสร้อย
                  2)  กลอนสักวา
                  3)  กลอนบทละคร
                  4)  กลอนเสภา

        2.2  กลอนเพลง คือ กลอนที่ไม่มีทำนองขับร้อง แต่งขึ้นสำหรับอ่านทั่วไป ได้แก่
               1) เพลงยาว
               2) นิราศ
               3) กลอนนิทาน / กลอน

3.  กลอนแปด           
          กลอนแปดเป็นกลอนแม่บทของกลอนทั้งหลาย  มีชื่อเรียกอย่างอื่นว่า  กลอนสุภาพ   กลอนตลาดมาดูแผนผังกลอนกันก่อนนะคะ

ตัวอย่าง


เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา


        เจ้าเด็กน้อยกใจวัยอ้อแอ้                   ครูพ่อแม่ฟูมฟักถักทอฝัน
ทุกย่างก้าวสาวเท้าผ่านคืนวัน                    จุดหมายนั้นเป็นคนดีศรีสังคม
        เจ้าเปรียบเป็นเมล็ดพันธุ์อันมีค่า         เป็นต้นกล้าเป็นไม้ใหญ่อย่างเหมาะสม
พ่อแม่ครูเฝ้ารดน้ำเฝ้าอบรม                      เพื่อเพาะบ่มเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา
        ขอเจ้าเป็นเช่นไม้ใหญ่ท้าทายโลก      ขอเจ้าเป็นผู้สร้างโชคคนทั้งหล้า
ขอเจ้าเป็นคนดีมีเมตตา                           เป็นคนกล้าเป็นคนแกร่งแห่งแผ่นดิน

( นางศิริมา  เจนจิตมั่น  ผู้ประพันธ์  ได้รับเกียรติบัตร  รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง  ในการประกวด
กลอนกระดาษเรื่อง  เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา  เนื่องในการประกวดวงสักวาบอกบท  ประเภทมัธยมศึกษา  ระดับประเทศ  ประจำปี ๒๕๔๔  ณ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ )

                  
 คณะ  กลอนแปด ๑  บทมี ๔  วรรค 
     วรรคที่ ๑  เรียกว่า  วรรคสดับ  หรือ  สลับ
     วรรคที่ ๒  เรียกว่า  วรรครับ
     วรรคที่ ๓  เรียกว่า  วรรครอง
     วรรคที่ ๔  เรียกว่า  วรรคส่ง
     ๑  วรรค  มี ๘ คำ        ๒ วรรค เป็น ๑ บาท  หรือ ๑ คำกลอน 
     ฉะนั้นกลอน ๑ บท  จะมี  ๒  คำกลอน

สัมผัส
   คำสุดท้ายวรรคแรก  ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๓  หรือ ๕  ในวรรคที่ ๒
   คำสุดท้ายวรรคที่ ๒  ส่งสัมผัสไปยัง  คำสุดท้าย  วรรคที่ ๓
   คำสุดท้ายวรรคที่ ๓  ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๓  หรือ ๕  ในวรรคที่ ๔

สัมผัสใน
  ไม่บังคับ  แต่เพิ่มความไพเราะ  ใช้ได้ทั้งสัมผ้สสระและสัมผัสอักษร  แต่นิยมใช้สัมผัสสระมากกว่า  ตำแหน่งของสัมผัสใน  มีดังนี้  วรรคสดับและวรรครอง 

มีสัมผัสสระเป็นสัมผัสใน ๒ ช่วง  คือ  คำที่ ๓  สัมผัสกับคำที่ ๔      คำที่ ๕ สัมผัส
กับคำที่ ๖ หรือ
 
   ข้อห้ามในการแต่ง

·       อย่าใช้คำที่ไม่มีความหมาย  หรือมีความหมายไม่ตรงกับที่ต้องการในบทประพันธ์

·       อย่าใช้คำเดียวกันรับส่งสัมผัสกัน  เช่น 

แว่วเสียงสำเนียงจิ้งหรีดร้อง         ดังเสียงร้องร่ำเพราะเสนาะเหลือ

·       อย่าใช้คำเสียงเดียวกันกับที่รับส่งสัมผัสอยู่แล้วแห่งหนึ่ง  ไปรับส่งสัมผัสใหม่อีก

แห่งหนึ่งในบทเดียวกัน

·       อย่าลงท้ายบทด้วยคำเสียงเดียวกับคำที่ใช้รับส่งสัมผัสมาแล้วในบทนั้น

·     อย่าลงท้ายบทด้วยคำใช้รูปวรรณยุกต์  และไม่ควรอย่างยิ่ง  ถ้าเป็นคำสุดท้ายของบท

สุดท้าย

·      อย่าใช้คำมากพยางค์  ซึ่งมีสระประจำเป็นเสียงเด่นมารวมเป็นหนึ่งพยางค์  จะใช้ได้ก็

เฉพาะพวกพยัญชนะประสม  เช่น  อรุณ  ทวี  สยาม

·       อย่าใช้คำที่มีรูปสระสั้น ยาวแตกต่างกันมารับหรือส่งสัมผัสกัน     เช่น ท่าน-ฉัน,

จำได้ไหมใครคนหนึ่งซึ่งเคยรัก       แล้วถูกพรากพาไปไกลเกินฝัน

เสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรค
     ๑. 
คำท้ายวรรคแรก  ใช้เสียง  เอก  โท  ตรี  จัตวา  ห้ามใช้เสียงสามัญ
      ๒.    คำท้ายวรรคที่ ๒  ใช้เสียง  เอก  โท  จัตวา
      ๓.    คำท้ายวรรคที่ ๓  และ ๔  ใช้เสียงสามัญ  หรือ  ตรี  ห้ามเสียง เอก โท จัตวา

จังหวะของคำในวรรค  กลอนมักมีจังหวะ ๓ ช่วง  คือ
       จำนวน  ๖   คำ                     ๐๐ /  ๐๐  /  ๐๐
       จำนวน  ๗  คำ                    ๐๐ /  ๐๐  /  ๐๐๐
       จำนวน  ๘  คำ                  ๐๐๐ /  ๐๐  /  ๐๐๐
       จำนวน  ๙  คำ                  ๐๐๐  / ๐๐๐ /  ๐๐๐

 

  

edit @ 14 Jun 2014 15:36:49 by sirimajan

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet