ภาษามีความงามได้เพราะ           
      
๑)   การสรรคำ หรือเลือกคำ 
     
๒)   การเรียบเรียงคำ          
     
๓)   การใช้โวหารภาพพจน์  

 ๑)   การสรรคำ หรือการเลือกคำ     

      ๑. คำประสม ที่สะท้อนจินตนาการของผู้คิดคำ คำประสมประเภทนี้ให้ภาพได้ชัดเจน   
เช่น น้ำตก มีดพับ สมเสร็จ หงอนไก่
 

      ๒. คำสมาส  เป็นคำที่กะทัดรัด สื่อความหมายได้ดี และออกเสียงได้ไพเราะ
เช่น พุทโธวาท อุบัติเหตุ
 
      ๓. คำซ้อนสี่คำ มีเสียงสัมผัสไพเราะ  เช่น    ลายลักษณ์อักษร      เก็บหอมรอมริบ  
แคล่วคล่องว่องไว     น้ำพักน้ำแรง 
     ๔. คำมูลสี่พยางค์ เช่น กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง กระจุยกระจาย ระหองระเเหง     

     
๕. คำไวพจน์ คือคำที่เขียนต่าง แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น
คำไวพจน์ของดวงอาทิตย์ ได้แก่ รวิ รวี รพี รำไพ ไถง อังศุมาลิน สุริยะ สุริยา  สุริโย  สุริยัน  ทิพากร  ทิวากร  ตะวัน  ตาวัน  เป็นต้น
 
บางคำอาจแทนกันไม่ได้ เช่น คน  มนุษย์
คนคนนี้โดยปกติเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

     ๖. เลือกใช้คำถูกต้องตรงความหมายที่ต้องการ

เช่น   ทัศนคติ : ใช้เมื่อกล่าวถึงความรู้สึกนึกคิดที่บุคคลมีต่อสิ่งต่างๆ

        ทัศนะ   :   ใช้เมื่อกล่าวถึงความคิดเห็นที่มีเต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ทะนุถนอม :   ใช้เมื่อกล่าวถึง การแสดงความห่วงใย เอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด

        ถนอม       :   ใช้เมื่อกล่าวถึงพฤติกรรมในการใช้สิ่งของโดยระมัดระวัง


    ๗. เลือกใช้คำที่เหมาะแก่เนื้อเรื่อง

 เช่น     อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน    ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย
       ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย  เอาขาห้อยทำเป็นหางไปกลางเลน
       อันพวกเขาชาวประมงไม่โหย่งหยิบ  ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร
       จะได้กินข้าวเช้าก็ราวเพล       ดูจัดเจนโลดโผนในโคลนตม

นิทานใช้ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว 
  

    ๘.  เลือกใช้คำให้เหมาะแก่ลักษณะของคำประพันธ์

คำพื้นฐาน เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ
คำศัพท์ทั่วไป   เช่น  กัลยาณมิตร พสกนิกร ธิดา
คำศัพท์บัญญัติ เช่น ทักษะ ประสบการณ์ โลกาภิวัตน์ ปฏิกิริยา
คำใช้เฉพาะในบทร้อยกรอง คำที่มีความหมายสวยงาม
เช่น พงา ชลธี ไคลคลา กัลยาณ ขจี เจริด จรูญ จำรูญ ฉลวย
แฉล้ม ไฉไล เฉิด เฉิดฉาย ตรู พริ้มเพรา ประไพ ผุดผาด
พรรณราย  พริ้มเพรา รางชาง รูจี ลออ ลาวัณย์  ลำเพา สาหรี
สิงคลิ้ง สุรางค์ โสภณ โสภา เสาวลักษณ์ อรชร อร่ามอล่องฉ่อง
ออนชอน อะเคื้อ อันแถ้ง แอร่ม โอ่อ่า

คำสร้อยใช้เฉพาะในบทร้อยกรอง เช่น แฮ  แม่เอย แม่รา

  ๙. เลือกคำโดยคำนึงถึงเสียง
         
         
๑.  เสียงสัมผัส

              ๑.๑  เสียงสัมผัสสระ   คือ   มีเสียงเหมือนกัน
ถ้าเป็นพยางค์ปิด ต้องมีเสียงพยัญชนะท้ายเหมือนกันด้วย
     เช่น ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก

              ๑.๒  เสียงสัมผัสอักษร   (หรือสัมผัสพยัญชนะ)
คือ มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน เช่น อย่าหยิ่งเย่อยกย่องลำพองพิษ
 

พยางค์ปิด พยางค์เปิด คืออะไร

             พยางค์ ปิด คือ พยางค์ที่ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะต้น
เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ และ เสียงพยัญชนะสะกด
เช่น ถาม ดึก สงสัย ภาคภูมิ เป็นต้น

            ส่วน  พยางค์เปิด คือ พยางค์ที่ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะต้น
เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ (ต่างกับพยางค์ปิดคือ ไม่มีเสียงพยัญชนะสะกด)
เช่น ขา โอ ชู คี่ เซ เป็นต้น

          ๒.  การเล่นเสียงวรรณยุกต์    
คือ    การไล่เสียงวรรณยุกต์ก่อให้เกิดเสียงดนตรีที่ไพเราะ

 -  ธรณีนี่นี้   เป็นพยาน

 -  เมืองชื่อกาญจนบุรี      ว่างว้าง

 -  จะจับจองจ่องจ้องสิ่งใดนั้น    ดูสำคัญคั่นคั้นอย่างันฉงน

 

         ๓.  การเล่นเสียงหนักเบาและจังหวะอันเกิดจากการอ่าน

เช่น  สามยอดตลอดระยะระยับ  วะวะวับสลับพรรณ 
       
   
         ๔.  การเลียนเสียงธรรมชาติ
    เช่น ตะแล้กแต้กแตก จะแหลกแล้วจ้า 

         ๕.  คำพ้องเสียง   =   เสียงเหมือน  เขียนต่าง  ความหมายต่าง
เช่น       ว่าพลางทางชมคณานก       โผนผกจับไม้อึงมี่
       เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี            เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา

         ๖.  การซ้ำคำ

     คือ การใช้คำคำเดียวกันซ้ำกัน  และความหมายเหมือนกัน

             รอนรอนสุริยะโอ้             อัสดง

         เรื่อยเรื่อยลับเมรุลง              ค่ำแล้ว

         รอนรอนจิตจำนง                  นุชพี่ เพียงแม่

         เรื่อยเรื่อยเรียมคอยแก้ว        คลับคล้ายเรียมเหลียว

        ๗.  การเล่นคำ
การใช้คำคำเดียวกันซ้ำกัน แต่ความหมายของคำจะแตกต่างกันไป เช่น

     ถีงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิต        นิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล

ที่พลัดนางร้างรักมาแรมไกล            ประเดี๋ยวใจพบนางริมทางจร

(เล่นคำว่า พลัด บางพลัด= ชื่อสถานที่ พลัดนาง=พลัดพรากจากนาง)

 

      ๘.  คำอัพภาส  เป็นคำซ้ำชนิดหนึ่ง  ที่กร่อนเสียงของคำข้างหน้าให้สั้นลง
เหลือเพียงเสียง [อะ]
  เช่น

          ริกริก              เป็น              ระริก            

          ยิบยิบ             เป็น              ยะยิบ           

          แย้งแย้ง         เป็น              ยะแย้ง          

         คว้างคว้าง       เป็น              คะคว้าง         

คำพวกนี้ไม่ได้มีความหมายแปลกไปกว่าเดิม  แต่จะให้ความไพเราะ
ของเสียงคำเป็นจังหวะหนักเบาเพิ่มคุณค่าทางวรรณศิลป์

ตัวอย่างการใช้คำอัพภาส

ลิลิตตะเลงพ่าย

-  เงื้อดาบฟันฉะฉาด  ง่าง้าวฟาดฉะฉับ

-  บ่รู้ขยาดย่อทัพ  บ่รู้ขยับย่อศึก  คะคึกเข้าต่อแกล้ว  คะแคล้วเข้าต่อกล้า

   

แหล่งข้อมูล

1.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.หนังสือเรียนสาระ การเรียนรู้พื้นฐาน ภาษาเพื่อพัฒนาการคิด. กรุงเทพฯ

โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2548.
2.
 

www.kts.ac.th/e-learning/mahidol/thai/.../

  
  3.http://www.gotoknow.org/posts/3430683
  
  
  
  
  
  
 

 



edit @ 24 May 2014 14:52:08 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 14:56:20 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 14:57:29 by sirimajan

edit @ 24 May 2014 15:06:17 by sirimajan

Comment

Comment:

Tweet