จากพระราชาธิบายของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
สันนิษฐานว่าชาวไทยล้านนาเป็นผู้ประดิษฐ์โคลงขึ้น และชาวไทยทางใต้คือชาวกรุงศรีอยุธยารับไปดัดแปลงจนพิสดารขึ้น

    โคลงของชาวล้านนานั้นเรียก “ครรโลง” “คะโลง” หรือ “กะโลง”   มีสามประเภทคือ
1) ครรโลงสี่ห้อง
2) ครรโลงสามห้อง และ
3) ครรโลงสองห้อง
กับทั้งยังมีกลวิธีแต่งที่ปลีกย่อยมากมาย เช่น โคลงบทหนึ่งว่า “กรนารายณ์ หมายกงรถ
บทสังขยาสราสังวาล...”  หลักฐานที่แสดงว่าชาวล้านนาสนใจและนิยมแต่งโคลงมาแต่โบราณแล้วคือ จินดามณี ซึ่งกล่าวถึงโคลงลาวประเภทต่าง ๆ อันได้แก่
1) พระยาลืมงายโคลงลาว
2) อินทร์เกี้ยวกลอนโคลงลาว
3) พวนสามชั้นโคลงลาว
4) ไหมยุ่งพันน้ำโคลงลาว และ
5) อินทร์หลงห้องโคลงลาว 
     คำว่า “ลาว” ข้างต้น หมายถึง ชาวล้านนา ชาวอยุธยาแต่ก่อนเรียกรวมทั้งชาวล้านนาและชาวล้านช้างว่า ลาว วรรณคดีของชาวไทยฝ่ายใต้เรื่องแรกที่ปรากฏโคลงคือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ อันแต่งด้วยโคลงห้าและร่ายดั้นสลับกัน กับทั้งยังเป็นวรรณคดีเรื่องเดียวที่ปรากฏโคลงห้าอีกด้วย ต่อมาปรากฏเป็นรูปโคลงสี่ดั้นใน ลิลิตยวนพ่าย โคลงสุภาพ (โคลงสอง โคลงสาม และโคลงสี่) ในลิลิตพระลอ ส่วนโคลงสองดั้นและโคลงสามดั้นเกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นี้เอง อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางวรรณกรรมอาจกล่าวได้ว่ากวีนิยมแต่งโคลงดั้นมาก่อนโคลงสุภาพ  1947 

 

การจำแนกโคลง
โคลงในวรรณกรรมไทย แบ่งได้ดังนี้ คือ

  1. โคลงสอง
    1. โคลงสองสุภาพ
    2. โคลงสองดั้น
  2. โคลงสาม
    1. โคลงสามสุภาพ
    2. โคลงสามดั้น
  3. โคลงสี่
    1. โคลงสี่สุภาพ
    2. โคลงสี่ดั้น
  4. โคลงห้า


หมายเหตุ:- โคลงห้านั้น พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนชีวะ)   สิทธา พินิจภูวดล 
และประทีป วาทิกทินกร จัดให้เป็นโคลงโบราณ แต่กำชัย ทองหล่อ  จัดให้เป็นโคลงสุภาพ
ขณะที่ สุภาพร มากแจ้ง แยกออกมาต่างหาก ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะมีวรรณกรรมเรื่องเดียว
ที่แต่งด้วยโคลงห้า ในยุคยังไม่สามารถแยกโคลงดั้นและโคลงสุภาพอย่างชัดเจน

(แหล่งข้อมูล  http://th.wikipedia.org/ )

Comment

Comment:

Tweet